ประสบการณ์การวิ่งมาราธอนครั้งแรก (Laguna Phuket International Marathon 2013) ภาควันแข่ง

Race Day (9 มิ.ย.) 

เช้านี้ตื่นขึ้นมา 1.30 น. เพราะปวดห้องน้ำ แต่นอนไม่หลับซะแล้ว เลยตัดสินใจอาบน้ำดีกว่า ก็ดีเหมือนกันจะได้กินอาหารก่อนวิ่งซัก 2 ชั่วโมง เผื่อจะเข้าห้องน้ำห้องท่าจะได้จัดการซะทีเดียว.. อาหารที่กินก็เป็นครัวซองท์โฮลวีตและขนมปังโฮลวีตทาเนยถั่ว (ไม่กล้าเปลี่ยนเมนูไปจากที่เคยกิน) ใส่ชุดทุกอย่างพร้อม นั่งดูหนัง The Spirit of Marathon ที่โหลดเก็บไว้เพื่อปลุกใจให้ฮึกเหิมซักนิดนึง

Sometimes the moments that challenge us the most define us

คำเปิดของหนังเรื่องนี้ กล่าวโดย Deena Kastor นักวิ่งหญิงชาวอเมริกา .. ฮั้วท่องคำนี้ไว้ในใจ วันนี้จะเป็นวันที่ชั้นจะให้คำนิยามตัวเอง วันนี้จะไม่มีการยอมแพ้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันนี้ต้องเข้าเส้นชัยให้ได้

ระหว่างนั่งดู ก็ฉุกคิดขึ้นว่า “เอ.. วันนี้ใส่เสื้อตัวใหม่นี้ มันจะยังใส่สบายจนครบ 42 กิโลหรือเปล่าหว่า” คิดทบทวนไปมาอยู่ประมาณ 15 นาที พยายามขยับตัว ยืดตัว ชุดก็สบายดี .. แต่ก็ลังเลว่าถ้าเกิดเสียดสีขึ้นมา (และเป็นคนที่มักจะเสียดสีช่วงแขนด้วย ถึงแม้จะแปะด้วยวาสลีนไปแล้วก็ตาม) จะทนได้จนจบหรือเปล่าก็ไม่รู้ และถ้าเผื่อวันนี้อากาศร้อนจัด แขนสั้นแบบนี้จะช่วยได้เหรอ ..ในที่สุดก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อ มาเป็นเสื้อ Nike running แขนสั้นและสวมปลอกแขนแทน อย่างน้อยถ้าร้อนนักก็แค่ถอดปลอกแขนออก

หลังจากเปลี่ยนชุดและเข้าห้องน้ำอีกสองรอบ เพราะกลัวปวดฉี่ระหว่างวิ่งมากกว่า ..ถ้าถามว่าวันนี้ตื่นมารู้สึกตื่นเต้นไหม คงบอกได้ว่าไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ พยายามคิดว่าวันนี้เราก็แค่ออกไปซ้อมวิ่งยาว เป็นการวิ่งยาวที่เพิ่มขึ้นจาก 32 กิโล อีก 10 กิโลเมตร คิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกสงบขึ้น

ที่ Allamanda มีรถรับส่งไปถึงจุดปล่อยตัว นักวิ่งมาราธอนไม่ค่อยเยอะ (มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลยที่รอรถอยู่) กรุ๊ปเรารอรถแค่ 2 นาทีกับเดินทางอีกแค่ไม่เกิน 5 นาที ก็ถึงจุดปล่อยตัว ในงานดูคึกคัก มีนักวิ่งมากมายรวมตัวคุยกัน บ้างก็วิ่งวอร์ม บ้างก็ถ่ายรูป .. ยืนอยู่ในงานซักพักก็เจอกิ๊บ อลิสา พี่เหมียวกับโมฮาน และเจอนักวิ่งต่างชาติคนอื่น ๆ .. ยืนฟังเค้าคุยกันไปซักพัก ก็ขอปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ (อีกแล้ว) .. คืออยากจะเอาออกไปให้หมดจริง ๆ รู้นะว่ามีห้องน้ำระหว่างทาง แต่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่อยากใช้อะ

ก่อนออกตัว

คนเข้าแถวหน้าห้องน้ำเยอะมาก ดีนะที่มาถึงงานก่อน ยืนรอไปเกือบ 15 นาทีก็ถึงคิว แต่พอเข้าเสร็จก็ไม่ได้กลับไปที่จุดสตาร์ท ยืนแกร่วอยู่แถวนั้นแหละ ไม่อยากคุยกับใคร เพราะยิ่งคุยก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่อยากตื่นเต้น .. แต่ท้ายสุดก็เจอตุ้ม นักวิ่งที่มาวิ่งมาราธอนครั้งที่สองในชีวิต เลยยืนแถวหน้าห้องน้ำนั่นแหละจนเค้าเรียกเช็คอิน เลยเริ่มเดินไปที่จุดสตาร์ท และก็เป็นดังคาดคนมากันเยอะแล้ว รวมถึงทีมกล้วยฯ และสุดท้าย ฮั้วก็ปลีกตัวออกมายืนหลังสุด โดยที่คิดไว้แล้วว่าจะขอวิ่งจากข้างหลัง วันนี้ไม่หวังเวลา ได้เท่าไหนเท่านั้น ยังไงก็ได้ New PB อยู่ดี

ยืนรอท่านประธานของงาน (ที่มาสายตามสไตล์) และได้ยินเสียงแตรเปิดงานก็เป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาต้องเริ่มวิ่งแล้ว ฮั้วจึงเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ ตามฝูงชนคนข้างหน้าไป พอผ่านซุ้มถึงเริ่มกดนาฬิกาให้เริ่มทำงาน ณ ตอนนั้นก็ได้ยินเสียงปูดังมาจากด้านซ้ายเรียกชื่อ “ฮั้ว ๆ” แต่สายไปละ เค้ายัดหูฟังเรียบร้อยละ เลยไม่ได้ยินอะไรต่อจากนั้น ^_^

แผนการวิ่ง 

  • วิ่งช้าครึ่งแรก เหลือเท่าไร่ค่อยว่ากันครึ่งหลัง
  • หยุดเดินก่อนถึงสเตชั่นน้ำและหลังจากออกสเตชั่นน้ำ
  • กินเจลทุก 55 นาทีหรือก่อนถึงสเตชั่นน้ำเมื่อถึงเวลา
  • กินเกลือแร่ครึ่งชั่วโมงหลังจากกินเจล
  • หยุดกินน้ำทุกสเตชั่น

ตามคำแนะนำของพี่เจ๋งคือ ครึ่งแรกให้ช้าไว้ เหลือเท่าไหร่ค่อยไปว่ากันครึ่งหลัง ตามสถิติการวิ่งของฮั้วจะอยู่ประมาณ pace 6 กว่า ๆ ถึง 7 เลยคิดไว้ว่าในระยะ 10 กิโลเมตรแรก อยากจะรักษาระดับที่ pace 7:30 แต่ทันทีที่วิ่ง ความรู้สึกเมื่อยน่องด้านขวาก็เกิดขึ้น

จริง ๆ แล้วเริ่มเมื่อยตั้งแต่วันศุกร์ ไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไร วันเสาร์ก็พยายามพัก นวด ๆ น่อง และคิดว่าเช้าวันแข่งคงจะหาย แต่มันไม่หาย .. มันเมื่อยเหมือนจะจับตัวเป็นก้อน ความคิดว่าวันนี้อาจจะเจอตะคริวในระหว่างวิ่งก็เกิดขึ้นทันที .. ทำไมต้องเกิดวันนี้ด้วย ซ้อมมาตั้งนานไม่เคยเมื่อยน่องเลย!! แล้วถ้าเป็นตะคริวชั้นจะแก้ยังไงเนี่ย!!

Course map

กิโลเมตรที่ 1 – 10 

ช่วงกิโลเมตรแรก ๆ เลยเป็นการพยายามรักษาระดับไม่ให้วิ่งเร็วตามคนอื่น ๆ และคอยระวังน่องไม่ให้เกิดตะคริว พยายามพลิกแพลงการวางเท้าทุกวิถีทาง หามุมที่วางเท้าแล้วน่องไม่รู้สึกจับเป็นก้อน จนช่วงกิโลเมตรที่สองก็เห็นหลังโมฮานกับพี่เหมียววิ่งอยู่ข้างหน้า เลยวิ่งตามเค้าไปซักสิบนาทีจนใกล้เข้ามาในระยะทักกันได้ เลยขอติดกลุ่มไปด้วยคน

โมฮานเป็นนักวิ่งชาวสิงคโปร์ที่เรียกว่าแทบจะวิ่งระยะมาราธอนทุกอาทิตย์ เค้าจะตระเวนไปงานต่าง ๆ แถบเอเชียเพื่อวิ่ง เป็นชายอารมณ์ดีมาก คุยและทักทายได้กับทุกคน แม้กระทั่งตำรวจที่ยืนคุมจราจรอยู่ตั้งไกลก็ตะโกนไปสวัสดีเค้า นาน ๆ ครั้งก็จะหยิบนกหวีดขึ้นมาเป่า ปี๊ด ปี๊ด แซวนักวิ่งคนอื่น วิ่งไป หัวเราะไป ดูมีความสุขมาก ช่วงระยะที่วิ่งกับโมฮานและพี่เหมียวก็เลยถอดหูฟังออก เพื่อฟังเค้าคุยกัน สนุกดี

เมื่อเห็นจุดให้น้ำจุดแรก ก็หยุดเดินก่อนถึงซักประมาณ 50 เมตร ตามแผนที่คิดไว้ เห็นจุดน้ำให้เดิน รับน้ำ เดิน แล้วค่อยวิ่งต่อ ..ถึงแม้ไม่หิวน้ำแต่ก็ขอรับน้ำ โดยใช้แก้วใบไม้สีเขียวรับน้ำที่รินจากเหยือก แก้วมีดีไซน์ที่ดีเลยล่ะ ปากแหลมช่วงปลาย ทำให้น้ำไม่กระเฉาะ สามารถเดินไปดื่มไปได้ ตรงนี้ถึงแม้จะเสียเวลาซักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการพักร่างกายในตัว เข้าทางเลย

พอวิ่งต่อไปซักพัก พี่เหมียวบอกว่าเค้ามีธงชาติเหน็บเอาไว้ และจะวิ่งถือธงชาติไทยตอนเข้าเส้นชัย ถ้าฮั้วยังวิ่งอยู่กับเค้า ณ ตอนนั้น ให้มาช่วยกันถือ เลยตกปากรับคำว่าได้ เพราะยังไงก็ไม่หวังเวลา จะวิ่งช้า วิ่งเร็วก็คือการวิ่งถึงเส้นชัย วิ่งจนจบแบบมีเพื่อนร่วมทางก็น่าจะสนุกกว่าวิ่งคนเดียว ..แต่ท้ายที่สุดขาเจ้ากรรมก็พาฮั้วห่างออกจากกลุ่มนี้ไปทุกที ตอนนั้นไม่รู้ตัว เพราะก็วิ่งตามความเร็วของตัวเอง แต่ได้ยินเสียงเท้าห่างออกไปเรื่อย ๆ หันมาอีกทีก็เห็นโมฮานวิ่งขึ้นมาประกบบอกว่าให้เล็งผู้หญิงด้านหน้าเอาไว้ เค้าดู pace คงที่ ตามเค้าไปเรื่อย ยูจะโอเค และระวังตัวสะท้อนไฟบนถนน อย่าไปสะดุดเข้าล่ะ..ฮั้วเลยหันมาขอบคุณโมฮาน และแยกจากช่วงกิโลเมตรที่ 7

บางช่วงของถนน ณ เวลาตีห้ายังมืดสนิท ตอนวิ่งก็ยังเสียวเลยว่ามีหลุมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทีมงานจะมีคุมเชิงอยู่ทุกแยก มีคนขี่จักรยานตามนักวิ่ง มีตำรวจคอยดูแลความเรียบร้อย ถึงแม้จะมืดแต่ก็ยังรู้สึกปลอดภัย บนถนนมีแอ่งน้ำเป็นระยะ ๆ แสดงให้เห็นว่าเมื่อคืนฝนตก .. ฮั้วนึกภาวนาในใจวันนี้ขอแค่ปรอย ๆ นะ ไม่เอาหนัก โชคดีที่อากาศวันนี้ไม่ร้อนอบอ้าวเท่าไหร่นัก

ฮั้วตามผู้หญิงคนที่โมฮานบอกไปซักพัก เธอก็เริ่มเดิน (คาดว่าน่าจะเป็นแผนการพักขาของเธอ) แต่ไม่ตรงกับแผนของฮั้วนี่นา เธอเล่นเดินเอาดื้อ ๆ อาจจะตั้งนาฬิกาไว้ว่าจะเดินทุกกี่นาที แต่แผนชั้นคือเดินเมื่อถึงจุดให้น้ำ เลยต้องวิ่งผ่านเลยไปและหาเป้าหมายคนต่อไป

ช่วงนี้ยังอยู่ในเมือง มีนักวิ่งแวะเข้า 7 eleven ด้วย บางคนหยุดทำละหมาด (เอาผ้ามาปูกับพื้นแล้วก็นั่งคุกเข่าสวดมนต์) ทำให้รู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องรีบเลย .. เราวิ่งไปเรื่อย ๆ ดูข้างทาง ดูชีวิตผู้คนดีกว่า ดูซิคนอื่นเค้ายังหยุดซื้อของกันเลย

มาถึงช่วงกิโลเมตรที่ 8 กว่า ๆ จุดที่แยกกันระหว่างมาราธอนกับฮาล์ฟ จุดนี้มีรถพยาบาลและน้ำอยู่ จึงควักเจลห่อแรกออกมากิน หยุดเดิน เลยเห็นเงาของคนสองสามคนนั่งอยู่ที่รถพยาบาล ซึ่งมีคุณเป้งแห่ง EZ2Fit รวมอยู่ด้วย กับอีกคนหนึ่งใส่เสื้อกล้วยแต่ไม่ได้สังเกตว่าเป็นใคร

พอผ่านจุดนั้นมา ก็เห็นคุณเป้งวิ่งตามขึ้นมา เลยหันกลับไปทักกันนิดหน่อย แล้วคุณเป้งก็สปีดขึ้นไปข้างหน้า และฮั้วก็ไม่ได้เห็นคุณเป้งอีกเลยพอเข้ากิโลเมตรที่ 9 นอกจากยังต้องคอยระวังอาการน่องด้านขวาแล้ว เข่าด้านซ้ายเริ่มปวดตะหงิด ๆ มันไม่ใช่อาการเจ็บ แต่เป็นอาการปวดเหมือนกำลังถูกใช้งานอย่างหนัก

จังหวะนี้เริ่มรู้สึกโมโหตัวเองว่าอาการเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนช่วงซ้อมที่ระยะสิบกิโลเมตรแรกอย่างนี้ แต่ดันมารวมหัวเกิดขึ้นวันนี้ซะทุกอย่าง ยังเหลืออีกตั้ง 32 กิโล.. นี่ซินะที่เค้าบอกว่าถึงแม้จะเตรียมตัวมาดียังไง วันแข่งจริง คุณไม่มีทางรู้เลยว่าวันนั้นร่างกายจะเทสต์อะไรคุณบ้าง.. แต่ยังไงซะ ฮั้วก็จะสู้ไม่ถอย ไม่ไหวก็เดินเอา keep moving forward

กิโลเมตรที่ 11 – 20 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทางเริ่มชันขึ้น พระอาทิตย์เริ่มขึ้น มองเห็นถนน มองไปข้าง ๆ เป็นสวนยาง จะเห็นดวงไฟตะคุ่ม ๆ อยู่ในสวน พวกชาวบ้านคงนึกนะว่า “ไอ้พวกนี้มันบ้า ออกมาวิ่งทำไมเนี่ย” ทางเริ่มชัน คนก็เริ่มเดินมากขึ้น คงเก็บแรงสินะ .. แต่ไม่ ยังไม่ถึงเวลาเดินของเรา ฮั้วก็ยังวิ่งไปเรื่อย ๆ พยายามก้าวถี่ ๆ และก็แซงได้หลายคน

ช่วงเวลานี้รถไม่ค่อยมีรู้สึกเหมือนเราเป็นเจ้าถนนยังไงไม่รู้ ดูเวลาแล้วซักประมาณหกโมงเช้าเลยควักโทรศัพท์ออกมาส่ง sms ไปให้แอนดริวขอให้โชคดีกับการวิ่ง 10 กิโล (ที่จะปล่อยตัวตอน 6.30 น.) และถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกิโลเมตรที่ 11 เอาไว้ อัพขึ้น facebook ซักหน่อย สัญญาณดีแทคแรงชัดเจน แต่ดั๊นเซ็ท privacy ใน bb เอาไว้ เลยไม่มีใครเห็น 😛

กิโลเมตรที่ 11

พอเข้ากิโลเมตรที่ 13 นักวิ่งคนแรกวิ่งสวนมา .. อะไรกั๊นจะรีบไปไหนเธอ มีรถตำรวจตามมาด้วย ดูซิไม่รู้ว่าโทรศัพท์ห่วยหรือเค้าวิ่งเร็วก็ไม่รู้ จับภาพไม่ได้ ^_^

นักวิ่งมาราธอนคนแรกที่สวนกลับมา

ช่วงนี้ถนนเป็นทางโค้งพร้อมกับความชันเป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่า .. โอย จะทรมานกันไปถึงไหน พอถนนเป็นทางโค้ง สิ่งที่ตามมาคือถนนลาดเอียง และเป็นการเอียงต่ำด้านซ้าย ซึ่งทำให้ด้านในช่วงข้อเท้าด้านขวาต้องเอียงตาม ซึ่งเป็นจุดที่ปรี๊ดมาแล้วตอนไปวิ่งที่เขาไม้แก้ว .. พอวิ่งช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่ทรมานข้อเท้าด้านขวาที่สุด ลืมระวังเรื่องน่องและเข่าไปเลย

เอาใจมาจดจ่อบนถนน หามุมที่เอียงน้อยสุด เพื่อที่จะได้วิ่งโดยไม่เจ็บข้อเท้าขวา มุมที่ดีที่สุด คือ “กลางถนน” บางครั้งก็ต้องเสี่ยงตายกันนิดหน่อย..โชคดีที่เวลานี้รถยังไม่เยอะ ก็อาศัยหลบเข้าหลบออกไปได้เรื่อย ๆระยะนี้ออกแนวก่นด่าผู้จัดงานนิดหน่อย “ทำไมช่างหาเส้นทางที่มันโหดขนาดนี้ ทั้งเขา ทั้งเอียง” แต่อีกใจนึงก็คิดว่า “ถ้ามันไม่ลำบาก มันคงไม่ใช่มาราธอน นี่แหละบทพิสูจน์จิตใจ สู้ต่อไป.. ฮั้ว”

เท่าที่สังเกตุตัวเอง เป็นคนชอบวิ่งขึ้นเนิน (แต่เกลียดการวิ่งลงเขา) ถึงแม้ว่าการวิ่งขึ้นเนินจะเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อต้นขา และใช้การซอยขาถี่พร้อมกับให้การแกว่งมือช่วย จะทำให้ขึ้นเขาได้ไม่ลำบาก ..จุดนี้แซงได้หลายคน เพราะส่วนมากจะเดินกัน .. แต่พอลงเขาทีไร ถึงแม้พยายามจะก้าวสั้น ๆ แล้ว ความเร็วก็เริ่มเร็วขึ้นเยอะ ผลที่ตามมาคือ “อาการเสียดท้อง”

จังหวะนี้เลยนึกถึงเคล็ดลับการหายใจที่เคยอ่านเพื่อให้หายเสียดท้อง.. แต่อนิจจาฮั้ว “จำไม่ได้” ว่าเค้าให้หายใจยังไง ต้องหายใจด้านตรงข้ามหรือด้านเดียวกันกับที่เสียดท้องหว่า.. เอาวะ ทนเอาก็ได้ รู้สึกจะทนไปเกือบซักสองกิโล พยายามปรับการหายใจให้คงที่ เอาใจไปสนอย่างอื่น เพราะโชคดีที่ไปเจอคุณลุงคนนึง เป็นคนไทยเนี่ยแหละ จำไม่ได้ละว่าเสื้อเขียนชมรมอะไรซักอย่าง มีสไตล์การวิ่งที่แปลกประหลาดมาก

คือคุณลุงจะเดินช้าซัก 30 วินาที แล้วก็เดินเร็วแบบก้าวถี่ ๆ อย่างเร็ว ๆ (เหมือนแข่งเดินเร็ว) อีกซัก 30 วินาที แล้วก็กลับไปเดินช้า ๆ ใหม่ .. ตอนแรกก็คิดว่า เอ๊ะ หรือเค้าไม่ให้เราแซง เพราะแซงกันไปมาอย่างเนี่ยเป็นกิโล แต่พอดูไปนาน ๆ คงเป็นสไตล์การวิ่งที่เก็บแรงซะมากกว่า พอเอาใจไปจดจ่อที่ลุงคนนั้น อาการเสียดก็หายไป เลยกลับมาวิ่งตามจังหวะตัวเองต่อ

เข้าช่วงกิโลเมตรที่ 16 เจอชายหญิงคู่หนึ่ง มีอายุแล้ว น่าจะซักสี่สิบกว่า ๆ ใส่เสื้อชมรมสวนหลวงร.9 วิ่ง pace คงที่มาก ๆ ไม่มีหยุดเดินด้วย เลยได้เป้าหมายในการเกาะใหม่ แต่เกาะไปได้แค่กิโลกว่า ๆ เพซฮั้วก็เร็วกว่าเค้าอีกแล้ว เลยแซงขึ้นมาตรงช่วงที่จะเลี้ยวเข้าไปในอุทยานแห่งชาติเข้าหาดในยาง (ซึ่งเป็นช่วงที่เข้าสู่การกลับตัว)

พอเข้าช่วงหาด เจอผู้หญิงคนนึงใส่เสื้อกล้วย วิ่งอยู่ข้างหน้า ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่ก็ตามเค้ามาซักพักแล้วแซงจากมา ช่วงระยะหาดนี้แวะถ่ายรูปนานนิดนึง เพราะถ่ายแล้วรูปมัวทุกรูป ต้องถ่ายซ้ำหลายรอบมาก น่าจะเป็นเพราะความชื้นจากเหงื่อ เสียดายมาก ๆ .. พยายามมองหาทีมงานมาให้ช่วยถ่ายรูปให้หน่อย อยากถ่ายกับทะเล ..แต่ไม่เห็นใคร แล้วก็ไม่กล้าวานนักวิ่งคนอื่น ๆ ด้วย เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะอยากทำเวลากันหรือเปล่า

ช่วงหาดในยางเจอนักวิ่งจากกล้วยฯ

พอถึงจุดกลับตัว จะมีเพลทที่พื้นให้วิ่งเหยียบแล้วมีเสียงติ๊ดขึ้นมา ถึงรู้ว่า อ๋อ นี่คือการเช็คอินระยะนั่นเอง ถ้าไม่ได้เหยียบ สงสัยคงจะไม่ได้เหรียญ (หรือเปล่า) แต่ณ จุดนี้มีทีมงานคอยบอกทางอยู่ เลยไปขอวานเค้าให้ช่วยถ่ายรูปให้หน่อย จะอัพขึ้น facebook ว่าถึงครึ่งทางแล้วนะ ^_^

จุดกลับตัว

กิโลเมตรที่ 21 – 30 

หลังจากเช็คร่างกายแล้ว ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ยังไปต่อได้ เลยเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้น และเห็นพี่กล้วยหอมวิ่งผ่านมา เลยตะโกนเรียก “พี่ย้ง” พร้อมโบกมือบ๊ายบายให้ แต่ยังคงแผนเดิมคือ เดินก่อนเข้าสเตชั่นน้ำ หยุดรินน้ำ และเดินออกจากสเตชั่นน้ำ รวมแล้วจะเดินประมาณ 100 เมตร ก่อนที่จะวิ่งต่อไป

วกกลับออกมาถนนเส้นเดิม ก็มาเจอคุณพ่อ พี่กล้วยปั่น และตุ้มในเส้นทางกลับ เลยหยุดแชะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซักหน่อย

เพื่อนนักวิ่ง

ช่วงกิโลเมตรที่ 22 เจอคุณตู่ นักไตรกีฬา เลยหันไปทักทายนิดหน่อยแล้วก็วิ่งต่อไป เครื่องกำลังติด ได้ยินเสียงฝีเท้าคุณตู่วิ่งตามมาด้านหลัง และ ณ จุดนี้เจอเป้าหมายใหม่ เป็นพี่ผู้ชายคนนึง คนไทย อายุซักสี่สิบกว่า ๆ ใส่เสื้อชมรมอะไรก็ไม่รู้สีส้ม วิ่งติดมาข้าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการวิ่งเทียบฝีเท้าเลยก็ว่าได้ และช่วงกิโลเมตร 22 – 26 นี้เป็นช่วงขึ้นลงเขาอีกแล้ว (โดยใช้เส้นทางเดิม) ต้องคอยคุมเพซดี ๆ ไม่งั้นจะเสียดอีก

คุณพี่คนนี้เรียกได้ว่าเพซใกล้เคียงกันมาก cadence ก็ใกล้กันด้วย นักวิ่งคนอื่น ๆ คงคิดว่าเราเป็นแฟนกัน เพราะวิ่งมาด้วยกันตลอดแบบเคียงบ่าเคียงไหล่เลย .. รู้สึกตัวอีกที คุณตู่หายไปละ เหลือแต่คุณพี่เสื้อส้มข้าง ๆ เท่านั้น เวลาขึ้นเขา ปกติจะเป็นช่วงที่คนทั่วไปจะเดิน แต่คุณพี่เค้าก็ไม่หยุดวิ่งติดฮั้วไม่ปล่อยเลยล่ะ .. ถึงแม้ว่าจะวิ่งถึงจุดให้น้ำ ฮั้วจะหยุดเดินและหยุดกินน้ำ คุณพี่เค้าจะออกตัวไปก่อน แต่ก็จะเห็นว่าเพซเค้าช้าลงนิด ๆ เหมือนรอให้ตามขึ้นไป .. แหม ขอมาอย่างนี้ก็จัดไปค่ะ ^_^

เราวิ่งคู่กันมาจนถึงช่วงกิโลเมตรที่ 26 ซึ่งเป็นจุดน้ำอีกที แต่จังหวะนี้เหมือนพี่เค้าจะหยุดยืด ฮั้วก็เลยต้องวิ่งจากมา (แต่คุณพี่ไม่ต้องตามมาก็ได้นะ เค้าเหนื่อยละ) แล้วก็มาป๊ะกับน้องแบงค์ ซึ่งวิ่งตามหลังน้องเค้ามาได้ซักพักแล้ว น้องแบงค์เค้าวิ่งสลับเดิน (แต่เดินมากกว่า) เลยเข้าใจว่าน่าจะหมด ฮั้ววิ่งไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ทันกัน เลยหันไปเรียกให้น้องแบงค์วิ่งต่อ ลากน้องมาได้ซักพัก เค้าก็บอกให้ไปก่อนได้เลย เค้าขอเดินละ .. เลยหันไปบอกว่าเค้าอย่าหยุดนะ

จากน้องแบงค์มาซักพัก คุณพี่เสื้อส้มก็โผล่มา .. แหม ไม่ให้เค้ามีเวลาหายใจหายคอเลยนะ และก็ยังคงสเต็ปเดิมคือวิ่งตีคู่กันไป แต่บางจังหวะที่เริ่มเหนื่อยก็จะชะลอช้า แต่คุณพี่เค้าก็ไม่ไปไหนนะ เค้ารอ ^_^

คุณพี่เสื้อส้ม

ช่วงกิโลเมตรยี่สิบปลาย ๆ นี้ คนเริ่มบางตา คนหยุดเดินกันเยอะขึ้น ช่วงใกล้ ๆ กิโลเมตรที่ 30 อยู่ ๆ ความรู้สึกมันก็ตื้นตันบอกไม่ถูก น้ำตาก็ปริ่ม ๆ จะออกมา “นี่เรากำลังวิ่งมาราธอนอยู่จริง ๆ เหรอเนี่ย นี่เราฝึกมา 3 เดือนเพื่อวันนี้ใช่มั๊ย ไม่อยากจะเชื่อว่าเคยเกลียดการวิ่งมาก ๆ แต่วันนี้ชั้นกำลังวิ่งที่กิโลเมตรที่ 30 อีกแค่ 12 กิโล สู้ ๆ”

กิโลเมตรที่ 31 – 40 

กิโลเมตรที่ 30 เป็นช่วงทางที่แยกกับฮาล์ฟตอนช่วงเช้า ถ้าจำไม่ผิดจุดนี้มีอีกเช็คพอยท์นึง พอหลังจากแยกนี้เริ่มตัดเข้าถนนเส้นเล็ก ๆ เป็นถนนแบบคอนกรีต ซึ่งเกลียดมาก เพราะเป็นพื้นผิวที่วิ่งแล้วเจ็บขา ขาเริ่มหนักขึ้นมาทันใด แต่ก็ต้องทน

รู้สึกว่าเป็นระยะที่เวลายาวนานมาก ขาเริ่มหนัก ความล้าเริ่มมากขึ้น ช่วงหยุดเดินกินน้ำแล้ว ขามันหนักจนก็ไม่อยากจะเริ่มก้าววิ่งใหม่อีกครั้ง แต่พอผ่านพ้นป้ายกิโลเมตรที่ 33 น้ำตาก็เริ่มเอ่ออีกครั้ง เพราะ 33 เป็นกิโลเมตรที่ไกลที่สุดที่เคยวิ่งมา “นี่ชั้นก้าวพ้นผ่าน 32 กิโลเมตรแล้วเหรอเนี่ย อีกนิดเดียวเอง ทนอีกนิดเดียวเท่านั้น ชั้นทำได้ ชั้นทำได้”

ตอนนี้เริ่มกลับมาใช้ทริคเดิมคือการโฟกัสที่การก้าวขา นับ 1-2 1-2 เพื่อเป็นการรวมสมาธิ และตัดสินใจกินเจลอีกซอง (เป็นซองที่ 4) พยายามปลอบใจตัวเองไปเรื่อย ๆ “แค่ก้าวขาทีละข้าง ก้าวไปข้างหน้า เราจะไม่อยู่ที่เดิม ถึงแม้จะก้าวสั้น ถึงแม้จะก้าวช้า แต่เราไม่หยุดที่เดิม ค่อย ๆ ไป ทนอีกนิด”

ช่วงนี้เป็นช่วงที่สะบัดพี่เสื้อส้มหลุด ไม่รู้ว่าเค้ากินน้ำนานหรืออย่างไร แต่ไม่เห็นตามมาอีกเลย .. ถึงแม้เราจะไม่ได้หันมาคุยกัน แต่ขอขอบคุณคุณพี่ที่วิ่งเป็นเพื่อนกันเกือบสิบกิโล

เห็นป้ายกิโลเมตรที่ 35 .. “35 แล้วเว้ยเฮ้ย อีกนิดเดียว อีกแค่ 3 รอบสวนลุม” ช่วงหลัง ๆ เมื่อเห็นสเตชั่นน้ำจะดีใจมาก เพราะนั่นหมายถึงว่าได้หยุดเดิน การหายใจเรียกได้ว่าหอบ เหนื่อยมาก ทั้ง ๆ ก็ไม่ได้วิ่งเร็วเลย ส่วนหลังก็ค้อมลงเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่พยายามยืดหลังให้ตรงก็แล้ว มองตรงไปข้างหน้าก็แล้ว แต่ยิ่งเหนื่อยก็ยิ่งบังคับร่างกายยากขึ้นทุกที ๆ

กิโลเมตรที่ 36 คือเขาเนินสุดท้าย (อันนี้คาดหวังแล้วว่าจะต้องเจอ) วิวช่วงนี้สวย แต่อากาศก็เริ่มร้อนด้วย เพราะเป็นเวลาเก้าโมง แดดแรงจัด รู้สึกโชคดีที่เปลี่ยนใจใส่ปลอกแขน เพราะช่วยได้เยอะจริง ๆ การขึ้นเนินรอบนี้ทุกคนเดินกันหมดเลย ..แต่ฮั้วก็ยังวิ่ง (อย่าเรียกว่าวิ่งเลย เรียกว่าก้าวขาเร็ว ๆ ขึ้นเขาดีกว่า) เพราะสปีดก็ไม่ได้ต่างกับเดินหรอก แต่เร็วขึ้นนิดเดียวเท่านั้น แต่พอช่วงขาลง คนที่เหลือแรงก็สปริ้นท์ลงกันไป

พอช่วงกิโลเมตรที่ 37 เริ่มเหนื่อยมาก ปวดหลัง ปวดขา เข่าก็หนัก ในใจคิดว่าอีก 5 กิโล ขอเดินจนเข้าเส้นชัยดีกว่า .. จำได้ว่าคิดคำนวณเวลาว่าตอนนั้นประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งกับระยะทาง 5 กิโล ยังไงก็คงไม่ได้เข้าเส้นชัยภายใน 5 ชั่วโมงแน่ ๆ แต่ก็ยังไม่เกิน 5 ชั่วโมงครึ่ง

แต่เอ๊ะ คุ้น ๆ ว่าเหมือนเคยโพสต์ว่าจะเข้าเส้นชัยเก้าโมง ไม่เกินเก้าโมงครึ่ง สรุปว่ามันกี่ชั่วโมงหว่า .. เฮ้ย นั่นมันแค่ 4 ชั่วโมงครึ่ง ตกลงชั้นตกเลขใช่มั๊ย.. เออ ช่างมันเถอะยังก็ไม่เกิน 5 ชั่วโมงครึ่งอยู่ดี ขอเดินได้มั๊ย

ต่อรองกับตัวเองว่าอยากจะเดินห้ากิโล ไม่สนใจอะไรละ ช่วงนี้น้ำตาก็เริ่มเอ่ออีกครั้ง รู้สึกว่าร่างกายทรมานมาก เหนื่อยมาก อยากนั่งพัก ขาหนัก ก้าวช้าลงเรื่อย ๆ แต่อีกใจนึงก็ไม่ยอมพัก คิดสู้กันไปมา จนในที่สุดก็ตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า “ชั้นทำได้!! Damn.. YOU CAN DO IT!!” (ถ้าใครอยู่แถวนั้น เค้าขอโทษนะ ..อีบ้านี่ตะโกนอะไรออกมาก็ไม่รู้)

ตอนนั้นไม่รู้เหมือนพลังมากจากไหน ได้กำลังขึ้นอีกหนึ่งฮึดสับขาให้เร็วขึ้น พยายามจัดร่างกายยืดหลังให้ตรง มองตรงไปข้างหน้า ก้าวขาสั้น ๆ จนมาถึงจุดเช็คอินจุดสุดท้ายที่กิโลเมตรที่ 38

ช่วงหลัง ๆ คาดว่าความเหนื่อยเริ่มแสดงออกบนใบหน้า น้อง ๆ ตามสเตชั่นน้ำถึงขั้นเดินถือแก้วออกมาจากสเตชั่น เอาน้ำมาให้ถึงที่ (เพราะว่าฮั้วจะหยุดเดินก่อนถึงสเตชั่น) และต้องขอขอบคุณทางผู้จัดที่หลัง ๆ มีสเตชั่นน้ำถี่มากกกกก มีทั้งน้ำ เกลือแร่ และฟองน้ำ .. จึงนำมาซึ่งปัญหาคือเริ่มปวดห้องน้ำ

ตอนที่ survey จำได้ว่าผู้จัดบอกว่าตรงจุดนี้จะมีห้องน้ำ ฮั้วก็เห็นละว่ามีตั้งอยู่หนึ่งตู้ ในใจก็คิดกลับไปมาว่ายังทนได้ กลั้นไปเข้าที่เส้นชัยดีกว่า เหลืออีกไม่กี่กิโลก็จะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว เลยตัดสินใจไม่เข้าห้องน้ำและไม่รับน้ำ ณ จุดนี้ด้วย แล้วก็เดินต่อ

เดินจากจุดกิโลเมตรที่ 38 มาไกลพอสมควร น่าจะถึง 500 เมตรได้ เพราะไม่สามารถก้าวขาเป็นวิ่งได้อีกแล้ว เลยเล็งต้นไม้ที่ไกล ๆ ไว้ แล้วบอกกับตัวเองว่าจะเดินให้ถึงแค่จุดนั้น และเธอต้องวิ่งต่อแล้วนะ.. หลังจากวิ่งต่อมาซักติ๊ดเดียว เจอจุดให้น้ำอีกละ ตอนนี้เริ่มบ่นผู้จัดอีกละ จะให้น้ำอะไรกันนักหนา ยิ่งไม่อยากหยุดเดินเพื่อกินน้ำ ก็ตั้งถี่จัง ถึงจะบ่นแต่ก็หยุดดื่มน้ำ เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นจุดสุดท้ายหรือเปล่า

กิโลที่ 40 (หลังวันแข่ง)

หลังจากนั้นก็เริ่มวกกลับเข้ามาที่เขตลากูน่าอีกครั้ง ที่ช่วงกิโลเมตรที่ 40 ตอนนี้เหลืออีกนิดเดียวก็จะถึงเส้นชัย ช่วงนี้ไม่มีใครเหลืออยู่เลย เหมือนวิ่งคนเดียว ไม่มีคนวิ่งข้างหน้า ไม่มีคนวิ่งข้างหลัง โดดเดี่ยวเล็ก ๆ .. หลังจากดูเวลาแล้วคิดว่า ณ ความเร็วระดับนี้ยังไงก็คงเกิน 5 ชั่วโมง แถมยังเริ่มปวดห้องน้ำในระดับที่ไม่แน่ใจว่าจะกลั้นไหวไหม

ภาพที่เคยเห็นนักวิ่งมาราธอนตามหน้าเว็บไซท์ที่ไม่อยากเสียเวลาเข้าห้องน้ำแล้วเรี่ยราดหน้าเส้นชัยก็ผุดขึ้นมาในหัว.. เอ่อ ขอเข้าห้องน้ำละกัน .. พอวิ่งผ่าน Allamanda เลยตัดสินใจเลี้ยวขวาเข้าโรงแรม วิ่งไปที่ล็อบบี้ถามหาห้องน้ำ

พอเสร็จธุระกลับออกมา เห็นพี่ผู้หญิงที่ใส่เสื้อกล้วยช่วงที่เจอที่หาดในยางวิ่งผ่านหน้าโรงแรมไป ทันใดนั้นก็เกิดแรงฮึดอีกหนึ่งลูก (ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว) เค้าอุตส่าห์แซงมาได้ตั้งนาน เข้าห้องน้ำหน่อยเดียว โดนแซงกลับซะงั้น ..

แรงฮึดสุดท้าย 

ฮั้วใส่เต็มแรงที่ยังเหลืออยู่จนมาถึงป้ายที่เขียนว่า “1000 M” อีกกิโลเดียวเท่านั้น และก็สามารถแซงพี่เค้าได้กลับช่วงนี้แหละ แต่จากการใส่ซะเร็ว แรงเริ่มหมดอีกครั้ง พอเห็นป้าย “500 M” ก็บ่นในใจอีก อะไรเนี่ย วิ่งมาตั้งนานได้ 500 เมตรเอง ทำไมมันช่างยาวนานขนาดนี้ ช่วงสุดท้ายยังต้องวิ่งผ่านเส้นเทรลเล็ก ๆ อีก ต้องระวังหลุม ทางก็ขรุขระ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว จะโหดไปถึงไหนกัน!!

ภาพจากโปรตุ้ม Shutter Running

แต่พอเห็นหน้าโปรตุ้ม Shutter Running ที่แอบซุ่มอยู่แถวนั้นเท่านั้นแหละ “โอ๊ะ โปรตุ้มก็มาเหรอเนี่ย ยิ้มซะหน่อย”.. ยิ้มสู้กล้องได้อีกทั้งที่ในใจบ่น “เหนื่อย” เอาวะ อีกนิดเดียว ใกล้จบละ

ภาพจากโปรโอ๋ Crazy Running
ภาพจากโปรโอ๋ Crazy Running

ช่วงนี้ถอดหูฟังออก อยากจะฟังเสียงเชียร์แถวเส้นชัย แต่วิ่งไป ๆ ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น จริง ๆ แล้วก็มีเพื่อน ๆ ตะโกนเชียร์อยู่ แต่จุดนั้นใจอยู่ที่เส้นชัยอย่างเดียวแล้ว ท่องไว้ว่า “อย่าสะดุดนะ ล้มตรงนี้ไม่สวยแน่ ๆ เค้าจะเข้าเส้นชัยแบบงาม ๆ อีกนิดเดียว ๆ”

พอวิ่งผ่านเส้นชัย เหมือนยังมึน ๆ อยู่ ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น มองเห็นคุณบุ๊ยอยู่หลังเส้นชัยพร้อมกล้องถ่ายรูป เธอก็ยิ้มก่อนเลย เต๊ะท่าถ่ายรูป แต่ข้างในยังงง ๆ (ตอนนั้นเห็นใครถือกล้องก็ยิ้มไว้ก่อนอะ) จำได้ว่ามีคนเอาเหรียญมาคล้องคอ และมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่ปูกับลิปมาอยู่ตรงหน้ายื่นเสื้อ Finisher มาให้ บอกว่า ยินดีด้วย

เสื้อ Finisher เขียนเองโดยปูกับเฮียลิป

ตอนนั้นสติถึงเริ่มกลับมา “ชั้นทำได้แล้ว ทุกอย่างจบแล้ว เหนื่อยว่ะ แต่จบแล้ว” แถมมีเสื้อที่เพื่อน ๆ ทำให้ด้วย น้ำตาที่กลั้นไว้ตั้งนานก็เริ่มไหล เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ซึ้งในน้ำใจเพื่อน ๆ

หลังจากนั้นก็มีกิ๊บ พี่จุ๊บมาแสดงความดีใจด้วย ตอนนี้เค้าไม่ใช่ marathon virgin แล้วนะ .. ฮั้วได้เข้าสังคม “Marathoner” แล้ว ^_^

เพื่อน ๆ นักวิ่ง

จบมาราธอนนี้ด้วยเวลา 5 ชั่วโมง 9 นาที (ลำดับ 9 ใน 33 ของ Aged Group และเป็นลำดับ 225 ใน 461 คนที่ลงแข่งมาราธอน) นับเป็นสถิติที่น่าพอใจอย่างมาก ถึงที่หมายได้ตามเป้า (ที่ไม่อยากเกินห้าชั่วโมงครึ่ง) โดยเฉพาะเมื่อมาดูสถิติที่จับโดยการ์มิน เวลาในแต่ละ lap ไม่ห่างกันจนน่าเกลียด เรียกว่า maintain ได้คงที่ มาช้ามาก ๆ ช่วงสุดท้ายที่หมดแรงแล้วจริง ๆ ถือว่าผลการฝึกซ้อมระยะ 3 เดือนบรรลุผลสำเร็จ

Crazy Running Gang เชียร์จนคนสุดท้าย

มาราธอนแรกของฮั้วผ่านแล้ว ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น การทุ่มเทกายและใจ การเสียสละเวลา และการช่วยเหลือของคนรอบข้างตลอด 3 เดือน ช่วยผลักดันให้วันสุดท้ายสำเร็จลุล่วง .. จริงอยู่ว่าระหว่างการแข่งมีอุปสรรคเกิดขึ้น แต่นั่นยิ่งเป็นตัวชี้วัดถึงสภาพจิตใจของคนเราที่จะฝ่าฟันสิ่งเหล่านั้น และกัดฟันก้าวข้ามผ่านมาเหมือนที่ Deena พูดเอาไว้ในหนังว่า “Sometimes the moments that challenge us the most define us

วันนี้ฮั้วได้เห็นแล้วว่า “ก้าวไปทีละก้าว ถึงแม้จะเป็นก้าวที่สั้น ๆ แต่เราก็เข้าใกล้เป้าหมายขึ้นทีละนิด ขอเพียงแค่อย่ายอมแพ้ จงเชื่อมั่นในพลังของตัวเองว่าเราทำได้ .. Believe in yourself; believe that you can do anything.

Marathon Record

สรุปงานมาราธอน

  • สเตชั่นน้ำมีเยอะมาก แทบจะทุก 2 กิโล และถี่ขึ้นช่วงใกล้เส้นชัย ในแก้วน้ำมีใส่น้ำแข็งให้ด้วย น้ำเย็น ๆ ชื่นใจมาก
  • สเตชั่นน้ำที่มีเกลือแร่ มักจะมีผลไม้ให้ด้วย (กล้วยและแตงโม) รวมถึงมีฟองน้ำให้แทบจะทุก 5 กิโล
  • มีห้องน้ำจัดไว้ให้ทุก 5 กิโล (อันนี้ไม่ได้ใช้)
  • มีจัดห้องน้ำช่วงจุดปล่อยตัวไว้เกือบสิบห้อง สะอาดดี มีทิชชู่ให้ด้วย
  • เหรียญสวย มีสลักด้านหลังตามระยะที่ลงแข่งด้วย
  • พนักงาน เจ้าหน้าที่หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมในระแวกการแข่ง ทำงานค่อนข้างดีมาก นักวิ่งแทบไม่ต้องระวังรถ ถ้ามีนักวิ่งวิ่งอยู่ เค้าจะโบกให้รถหยุดเสมอ ให้นักวิ่งวิ่งผ่านไปก่อน
  • สตาฟท์ในส่วนสเตชั่นน้ำช่วยเหลือดี ..น้อง ๆ เค้าเดินถือแก้วและฟองน้ำออกมาจากสเตชั่นให้เลย
  • ป้ายบอกระยะมีทุกหนึ่งกิโลเมตร ระยะค่อนข้างแม่น เชื่อใจได้
  • คอร์สของมาราธอนผ่านเส้นทางที่เป็นธรรมชาติมาก นับว่าสวยที่สุดเท่าที่เคยวิ่งมา
  • หลังเส้นชัย มีน้ำและเกลือแร่ให้เพียบ แต่อาหารไม่ค่อยอร่อย (มีก๋วยเตี๋ยวผัด ข้าวผัด และข้าวต้ม กล้วย) บอกตรง ๆ ว่าผิดหวังกับอาหารหลังเส้นชัยมาก ๆ
  • ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งพักเลย เต๊นท์ก็น้อย (ทั้ง ๆ ที่แดดที่ภูเก็ตแรงมาก แถมมีฝนตกอีกต่างหาก)
ท้ายที่สุด ปีหน้าคงจะไปอีก งานนี้เรียกได้ว่าเกินมาตรฐานงานอื่น ๆ ที่จัดในเมืองไทย อาจจะเพราะเป็นงานระดับ international และค่าบัตรก็ไม่ได้ถูกเหมือนงานอื่น ๆ แต่เรียกได้ว่าวิ่งแล้วสบายใจ แค่วิ่งก็เหนื่อยแล้ว ไม่ได้อยากมากังวลเรื่องอื่น ๆ แต่ปีหน้าจะลงระยะไหน ขอคิดดูก่อน .. เพราะเส้นทางโหดจริงในระยะมาราธอน ทั้งเขา ทั้งแดด (บางคนเจอฝนด้วย) แต่วิวก็สวย ถูกใจจริง ๆ ..
ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ทำให้ฮั้ววิ่งเข้าเส้นชัยมาราธอนได้ งานนี้ไม่อาจจะสำเร็จได้ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุก ๆคน :
  • แอนดริว – ผู้ที่คอยให้ความเชื่อมั่นเสมอมาว่าถ้าฮั้วตั้งใจจะทำอะไรจะทำได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเริ่มวิ่งไม่นาน แต่เข้าเส้นชัยได้แน่ ๆ แถมยังเป็นพ่อครัวคอยทำอาหารสุขภาพให้กินทุกสัปดาห์อีกด้วย
  • พี่เจ๋ง – ที่ให้คำแนะนำในการวิ่งระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิ่ง nutrition ทริคต่าง ๆ แถมยังสละเวลามาเป็นบัดดี้คอยเพซให้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา
  • กิ๊บ – ถ้าไม่มีกิ๊บ ฮั้วคงไม่ได้เริ่มวิ่ง เฝ้าดูเฟซบุ๊คมาสองปีถึงได้เริ่มตัดสินใจลองบ้าง แถมยังมาวิ่งด้วยกันทุกสัปดาห์อีก
  • พี่เพ็ญ – พี่ที่แสนจะใจดีมาซ้อมด้วยกันทุกสัปดาห์และคอยให้ความเชื่อมั่นว่าฮั้วทำได้
  • บุ๊ย – ผู้ชักนำให้มาวิ่งที่ภูเก็ตมาราธอน ถ้าสามเดือนก่อนไม่ได้รู้จักกัน ฮั้วคงยังไม่ตัดสินใจเริ่มจะวิ่งมาราธอน
  • กิ๊บ อลิสา – ผู้จัดงานแสนสวย ที่คอยตอบคำถามและให้ข้อมูลที่อยากรู้เกี่ยวกับภูเก็ตมาราธอน
  • ปูและเฮียลิป – ขอบคุณสำหรับเสื้องาม ๆ ที่ทำให้ ซึ้งใจจริง ๆ
  • Crazy Running Gang – ขอบคุณสำหรับภาพงาม ๆ ที่จับทุกช็อต และกำลังใจ มุกขำ ๆ และความบ้าอุปกรณ์ Group support สำคัญมาก ๆ
  • พี่แพท พี่เหมียว หมิง โมฮาน – ขอบคุณที่วิ่งด้วยกันนะ
  • ทีม Banana Running – ขอบคุณสำหรับทริคดี ๆ ที่คอยอัพเดตขึ้นเฟสบุ๊ค กล้วยไข่สำหรับ blog ดี ๆ / กล้วยหอม สำหรับแผนการวิ่งและหนังสือเตรียมตัววิ่งมาราธอน / กล้วยปั่น ที่แชร์ข้อมูลเรื่องการวิ่งระยะไกล / บิ๊กกล้วย ที่สรรหาข้อมูลและอุปกรณ์เจ๋ง ๆ มาโพสต์ / กล้วยม้วน สำหรับความน่ารักและบทกลอนให้กำลังใจ
  • ครูดิน – ผู้ที่สอนตอนเข้าร่วมโครงการวิ่งสู้ชีวิตใหม่และยังคงให้คำแนะนำผ่านเฟสบุ๊คเพจสม่ำเสมอ
  • ทีมผู้จัดภูเก็ตมาราธอน – ขอบคุณสำหรับการจัดงานดี ๆ ในครั้งนี้
About Hua Runner-Blogger (112 Articles)
นักวิ่ง นักไตร .. รักการเดินทางสายสุขภาพ เริ่มจากการวิ่ง พัฒนาไปไตรกีฬา ต่อไป ใครจะรู้

36 Comments on ประสบการณ์การวิ่งมาราธอนครั้งแรก (Laguna Phuket International Marathon 2013) ภาควันแข่ง

  1. กลับมาอ่านเอนที่นี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว ขนาดอ่านรอบ 3 ก็ยังน้ำตาจะไหล พยายามบอกตัวเองว่าต้องไปต่อ อย่าเพิ่งท้อ ทางยังอีกยาวไกลมาก อยากจะสัมผัสความรู้สึกของการวิ่งฟูลแบบพี่ฮั้วในสักวัน พี่ฮั้วสุดยอดมากๆ เลยค่ะ

    • ใช่จ๊ะ อย่าท้อนะ มันจะมีซักวันที่เราจะไปตรงจุดนั้น สู้ ๆ นะ พร้อมเมื่อไหร่ก็ลุยเลย

  2. เป็นแรงบันดาลใจมากเลยค่ะ กำลังฝึกฮาล์ฟ ใน 6 เดือน ขอบคุณนะคะ

  3. อ่านแล้วน้ำตาคลอเหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะ พึ่งจะเริ่่มวิ่งมินิ แค่ 7 โลเองค่ะ กำลังจะวิ่ง 10 อยากมีวันที่วิ่งได้ครบชุดใหญ่เลยค่ะ

  4. korn runner // June 15, 2013 at 11:20 AM // Reply

    คุณฮั้วเ่ล่าเรื่องสนุกมากครับ ลุ้นตามทุกกิโลเมตรเลย

    ปีนี้ผมก็จะลงมาราธอนเหมือนกัน คงเป็นกรุงเทพมาราธอนปลายปีนี้ครับ

    แต่ยังซ้อมได้แค่ระยะฮาล์ฟอยู่เลยครับ จะลงฮาล์ฟแรกที่ดอกบัวคู่อาทิตย์หน้านี้แล้ว

    ตอนซ้อมแอบคิดเหมือนกันว่าวิ่งไป 8 รอบสวนลุมแล้ว อีกตั้งครึ่งทางกว่าจะครบมาราธอน จะไหวมั้ยน้า

    แต่มาอ่านบล็อคนี้แล้วมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะเลยครับ

    • สู้ ๆ ค่า กว่าจะถึงกรุงเทพมาราธอนอีกตั้งหลายเดือน ซ้อมทันอยู่แล้ว

  5. ผมลงแค่ฮาล์ฟที่ภูเก็ตมาราธอน ด้วยข้อจำกัดหลายเรือง เก่งมากครับสำหรับมาราธอนแรก

    • พร้อมเมื่อไหร่ค่อยลงมาราธอนก็ได้ค่ะ เจอกันปีหน้านะคะ ^_^

  6. เจ๋งครับ อ่านไปน้ำตาคลอ ไปด้วย คุณสุดยอดมาก

  7. เดี๋ยวจะขอตามไปเป็น marathoner บ้างครับ

  8. ผมก็เป็นคนนึงที่ได้ไปวิ่งที่งานภูเก็ตมาราธอนครับ แต่วิ่งในระยะฮาล์ฟ ทำให้เข้าใจดีเลยว่า คุณฮั๊วรู้สึกยังไงในช่วงกิโลท้ายๆของการวิ่ง

    ผมอ่านแล้วได้กำลังใจในการวิ่งมาราธอนมากครับ จริงๆแล้วงานที่ภูเก็ตผมก็คิดว่าจะวิ่งมาราธอนแต่ซ้อมมาไม่พอ กับ ร่างกายที่ยังเจ็บๆอยู่เลยลดระยะมาเหลือ ฮาล์ฟแทน

    ยังไงผมขอเก็บเรื่องราวดีๆของพี่ฮั๊วเอาไว้(ขอเรียกพี่แล้วกันนะครับ) เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมได้วิ่งมาราธอนในงานต่อไปนะครับ

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่พี่นำมาแชร์ให้ฟังนะครับ (อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยล่ะครับ 555+)

    • ขอบคุณค่ะ ดีใจที่เรื่องราวจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักวิ่งด้วยกัน

  9. ยินดีด้วยครับ ผมจะพยายามบ้าง และวันนึงคงได้เขียนให้คุณฮั้วอ่านบ้าง

  10. มั่นใจตั้งแต่แรกแล้ว ว่าคุณฮั้วต้องทำสำเร็จและทำได้ดีแน่นอน
    ความมีวินัย และการเตรียมตัวอย่างรอบด้าน ทำให้รู้ว่าเธอเอาจริง!!
    อย่างนี้จะไม่ให้ยกเป็นไอดอลในสาขามาราธอนนิวบี้ได้อย่างไร

    ชอบรูปที่คุณฮั้วก้มหน้าปาดน้ำตาในขณะที่เพือนทั้งสองจาก Crazy Running มาแสดงความยินดี
    คนถ่ายถ่ายได้อารมณ์จริงๆ
    ประกอบกับเรื่องที่อ่าน ก็บิวด์มาแล้วด้วย
    พอเห็นรูป น้ำตาพาลจะซึมตาม finisher เลย T^T

    station ต่อไปมุ่งหน้าไปไหนดีคะ
    เขียน blog ต่อไปนะ เค้าจะได้ตามรอย
    มีตัวอย่างดีๆให้ดูแล้ว โชคดีจริงๆเรา ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ (มัดมือชกเบย อิอิ)

    • ตากล้องถ่ายเก่งจริง ๆ ค่ะ ตอนนั้นมันเบลอ ๆ ไปหมด พอเข้าเส้นชัยก็แบบ.. เข้าแล้วเหรอ ดีจัง

      station หน้า ถ้าใกล้ ๆ ก็โคลัมเบียอาทิตย์นี้ค่ะ กะว่าไปเดินออกกำลังกายกับน้องหมา ..

      ปลายเดือนเป็นฮาล์ฟที่ Standard Chartered KL Marathon

      ส่วนมาราธอนที่เล็งไว้ก็ Standard Chartered Singapore Marathon จะไปเอาเสื้อ Finisher ให้ได้ ^_^

  11. ยินดีด้วยนะคะพี่ฮั้ว เก่งมากๆเลย อ่านทุกตัวอักษร ทุกบรรทัดแล้วซาบซึ้งไปด้วยจริงๆ ..หลังจากนี้ พี่ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วเนอะ ถ้าัวนไหนที่พี่ท้อ จำความพยายามและความสำเร็จของมาราธอนแรกเอาไว้นะคะ

    แล้วอีกไม่นาน น้องจะตามไปเป็น marathoner บ้าง 🙂

    • ขอบคุณมาก ๆ น้องสวย .. น้องก็อย่าท้อนะ ลุกขึ้นมาวิ่งด้วยกัน 🙂

  12. ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวจะพยายามใหม่กับ supersports 10 miles อาทิตย์นี้:)

  13. สุดยอดไปเลยค่ะ เก่งมาากๆ เรื่องของคุณฮั้วเป็นแนงบันดาลใจที่ดีมากเลยค่ะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วง plateau กับ half marathon รู้สึกฮึดสู้ขึ้นมาแล้วค่ะ ^^

  14. ขอบคุณมากครับที่แชร์ประสบการณ์วิ่ง ผมแอบอ่านมาสักพัก ได้ความรู้และแรงบันดาลใจครับ ผมเริ่มวิ่งตอนเมษายน เพราะอยากลดน้ำหนัก วิ่งไปวิ่งมาเริ่มติด วิ่งมาเดือนลดมา 4 โลกับสุขภาพที่รู้สึกดีขึ้น ตั้งใจว่าจะเริ่มมินิเดือน กค.ที่พัทยา แต่มาตกม้าตายตอนปลายเดือนพค.เจ็บขาหนีบและเอ็นขาหลัง ตอนนี้เลยหยุดวิ่งอยู่ หวังว่าผมคงมีโอกาสได้วิ่งมาราธอนและได้รับความรู้สึกดีๆ อย่างนี้เหมือนกันครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

    • ค่อยวิ่ง ๆ ค่ะ เพราะถ้าวิ่งเร็วไป นานไป บ่อยไป กว่าที่ร่างกายพร้อม จะเจ็บ.. เจ็บแล้วเสียทั้งเงิน เสียทั้งแรง (ที่สะสมมา) เสียเวลา (ไม่ได้ซ้อม) .. ขอให้หายเร็ว ๆ นะคะ

  15. This comment has been removed by the author.

  16. <3 Puu

  17. อ่านไปน้ำตารื้นไป ยินดีด้วยอีกครั้งนะคะ

    วันหนึ่งเราคงมีวันแบบนี้บ้าง ขอบคุณที่มาเล่าให้ฟังค่ะ

    • ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ คุณปุ้ยต้องมีแน่ ๆ ได้วิ่งที่งาม ๆ แบบนั้นคงน่าประทับใจน่าดูเลย

  18. โอ้. อ่านจบแล้ว ทำให้ร้อนวูบๆไปทั้งตัว อยากลุกออกไปวิ่งซัก 1 เหนื่อย
    เขียนได้ดีมากครับ อ่านอย่างจดจ่อ ตามติด เหมือนวิ่งไปด้วยเลย
    เห็นภาพตอนน้ำตาเอ่อ คลอเบ้า ภาพตอนตะโกน ชัดเจน รับรู้ความรู้สึกตอนนั้นได้เต็มๆ

    ปีหน้าผมอยากจะทำให้ได้อย่างนี้บ้าง อยากมาราธอนแรกที่ภูเก็ต

    • ลองเลยค่ะ สนับสนุน สนามนี้ดีจริง ๆ (อาจจะโหดไปบ้าง) แต่ก็ challenge ดีนะ .. ปีหน้าฮั้วกลับไปแน่ ๆ แต่ขอตัดสินใจใกล้ ๆ ว่าจะระยะไหน

Leave a comment

Your email address will not be published.


*