Standard Chartered Marathon Singapore 2013 เป้าหมายมีไว้พุ่งชนที่ระยะ 42.195 กิโลเมตร

งานนี้เป็นงานที่ตั้งใจไว้ว่าจะกลับมาวิ่งฟูลมาราธอนและเพื่อเสื้อ finisher เพราะว่าปีที่แล้วได้มาวิ่งมินิแล้วประทับใจการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ (รีวิว SCMS2012) และได้เห็นเสื้อ finisher ที่สวยงาม พอเดือนกรกฏาคมเค้าเปิดรับสมัครก็รีบสมัครทันทีและรอคอยวันที่จะได้มาวิ่ง และเริ่มเข้าตารางฝึกซ้อมตอนเดือนกันยายนโดยได้รับการอนุเคราะห์แผนการฝึกซ้อมจากครูดิน โดยคาดหมายว่าจะจบมาราธอนนี้ที่ 4:45 ชั่วโมง

Expo Day

งานนี้จะมีการจัด expo เพื่อรับ pack ก่อนเป็นเวลาสามวัน (พฤหัส – เสาร์) ปีที่แล้วได้มารับแพ็คและทดสอบการวิ่งเพื่อดู gait analysis จากสปอนเซอร์ ASICS ( การทำ Gait Analysis โดย ASICS) แต่ปีนี้เปลี่ยนเป็น Brooks .. ซึ่งบูธของ Brooks ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ นอกจากการนำสินค้าทั้งเสื้อผ้าและรองเท้ามาลดราคา

กลับมาในส่วนการจัดการรับ race pack ทางผู้จัดงานยังทำได้ดีมากเหมือนเช่นเคย จัดเตรียมบูธประมาณ 70 บูธและเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก รอคิวไม่นานก็ได้รับของแล้ว โดยนักวิ่งต้องนำ passport (แค่โชว์ให้ดู) และ confirmation slip ไปเป็นหลักฐานในการรับ race pack ซึ่งในถุงจะประกอบไปด้วยเสื้อแข่ง, BIB, ถุงไว้ใส่ของเพื่อฝาก, race booklet และของจากสปอนเซอร์

งาน Expo

งานที่สิงคโปร์มักจะใช้ BIB ที่เป็นกระดาษเคลือบพลาสติก กันน้ำได้ และด้านหลังของ BIB ก็จะให้ใส่ชื่อ เบอร์โทรติดต่อ ข้อมูลการแพ้ยา กรุ๊ปเลือด ชื่อและเบอร์ผู้ติดต่อฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ B-Tag เป็นตัวแสกนเวลาผ่านจุดเช็คอิน ไม่ว่าจะระยะไหนก็จะสามารถตรวจสอบเวลาการวิ่งได้ และไม่ต้องติดตัว chip แบบติดรองเท้า

BIB งาน

ช่วงเวลาการรับ BIB ก็ทำงานรวดเร็ว เค้าจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้สองคนในแต่ละบูธ พวก supervisor จะ stand-by คอยช่วยเหลือหากมีปัญหาอะไร เจ้าหน้าที่หนึ่งคนจะทำหน้าที่สแกน confirmation slip (ซึ่งจะมีบาร์โค๊ดไว้ในใบอยู่แล้ว) พอสแกนปุ๊บก็จะได้ข้อมูลที่เราลงทะเบียนไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล passport ระยะที่วิ่งและเบอร์แข่ง .. งานที่นี่จะไม่มีการมาแก้ข้อมูลหรือเปลี่ยนระยะทางวิ่ง หรือไซส์เสื้อที่หน้างานแล้ว..

เมื่อสแกน confirmation slip เรียบร้อย เจ้าหน้าที่อีกคนก็จะวิ่งไปด้านหลังเพื่อหยิบถุงที่เตรียมไว้ เสื้อ เบอร์ และของอื่น ๆ ได้ถูกแพ็คไว้เรียบร้อย แค่หยิบใส่ถุงเป็นอันเสร็จพิธี เรียกว่ากระบวนการรับ race pack จบไม่เกิน 5 นาที ไวมาก ๆ

ถ่ายรูปกับเพซเซอร์

หลังจากรับของแล้ว สิ่งที่ห้ามลืมคือนำ bib ไปสแกนเพื่อตรวจเช็คข้อมูล .. เจ้าหน้าที่จะนำ BIB ไปสแกน แต่โชว์หน้าจอให้เราตรวจเช็คเอง ว่าชื่อ นามสกุล ระยะที่ลงถูกต้องไหม ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ไขให้เรียบร้อยที่อีกจุดหนึ่ง แต่ปกติไม่ค่อยจะมีปัญหา จบกระบวนการรับของที่แสนจะสะดวกสบาย รวดเร็ว flow อย่างไม่ติดขัด

หลังจากนั้นก็เข้าสู่การช็อปปิ้ง ซึ่งงาน expo ที่นี่นั้นได้ขนสินค้าด้านกีฬามาอย่างมากมาย ทุกยี่ห้อ ทุกสินค้าจะมาตั้งบูธขายสินค้าตัวเองในราคาพิเศษ เรียกว่าแค่มาดูก็คุ้มแล้ว

Race Pack

การวิ่งที่นี่มี pacer ในระยะฟูลมาราธอน โดยแบ่งเป็น Target Finish Time ที่ 3:45 ชั่วโมง / 4:00 ชั่วโมง / 4:15 ชั่วโมง / 4:30 ชั่วโมง / 4:45 ชั่วโมง / 5:00 ชั่วโมง / 5:15 ชั่วโมง .. นักวิ่งไม่ต้องลงทะเบียน เพียงแค่คอยตามลูกโป่งที่กำหนดสีในแต่ละเพซเซอร์ไว้ให้ทันก็พอ

Race Day 

วันเสาร์ก่อนการแข่งฮั้วดันมีอาการท้องเสียเล็กน้อย คาดว่าน่าจะจากการไปกินปลากระเบนซึ่งเผ็ดนิดหน่อยเมื่อวันศุกร์ ครืดคราดทั้งวัน เลยตั้งใจว่าจะนั่ง ๆ นอนๆ ไม่ค่อยทำอะไร จะได้พักขาไปในตัว .. แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็คงมีอาการปวดน่องนิดหน่อย ปวดมา 2 – 3 วันก่อนหน้านี้ และก็พยายามที่จะยืดขาเยอะ ๆ ช่วยประทังไปก่อน


อุปกรณ์เสื้อผ้าจัดเต็มชุดใหญ่ (ทุกอย่างผ่านการซ้อมมาแล้วว่าไม่มีปัญหา) :

  • เสื้อและกางเกง compression จาก SKINS .. กางเกงคู่ใจกับเสื้อที่จะใช้เวลาวิ่งยาวมาก ๆ หลังวิ่งแล้วไม่ค่อยปวดเมื่อย
  • Arm Sleeves รุ่น Omini-Freeze จาก Columbia .. เป็นปลอกแขนกัน UV50 และพิสูจน์มาแล้วว่าใส่เวลาปั่นจักรยานหรือวิ่งกลางแดด แล้วไม่ดำ ไม่ร้อน .. เวลาเหงื่อออกแล้วจะเย็นหน่อย ๆ ระบายเหงื่อดี แห้งเร็ว .. แรก ๆ ใส่แล้วอึดอัดเพราะฮั้วชอบใส่แขนกุด แต่วันไหนที่ต้องวิ่งยาว กลางแดด จะเลือกใส่มีแขนแล้วใส่ปลอกแขนช่วยเอา .. ถ้าอบอ้าวมาก ๆ ก็แค่ถอดปลอกแขนก็จะช่วยให้สบายขึ้น
  • หมวก Adidas รุ่นนี้ปีกใหญ่ ปิดหน้าได้ดี
  • แว่นตากันแดด Oakley เอาไว้หลอกว่าไม่ร้อนเท่าไหร่ ป้องกันแสงได้ดีเลย
  • นาฬิกา Garmin 910xt คู่ใจเอาไว้คุมเพซตัวเอง
  • กระเป๋าคาดเอว SPIbelt รุ่น Endurance Series ใส่เจลและ BIB ได้ .. ใส่แล้วไม่เด้งเวลาวิ่ง ใส่เจลแล้วไม่หลุด แต่รุ่นนี้ไม่กันน้ำ เพราะฉะนั้นต้องเอาถุงพลาสติกมาใส่เงินและโทรศัพท์อีกที
  • GU Gel สี่ซอง แต่กินไปสาม
  • ถุงเท้า Injinji .. ชอบรุ่น Original Weight เพราะหนาขึ้นมากกว่า Light Weight และกันเสียดสีช่วงข้างเท้าดี ส่วนตัวนิ้วก็กันอยู่แล้วโดยตัวถุงเท้า และชอบ No Show เพราะใส่แล้วไม่ค่อยเห็นถุงเท้ายาว ๆ แต่ยาวเพียงพอที่จะปิดช่วงส้นเท้าขึ้นมา และไม่ล่น ๆ หลุดลงมาเวลาวิ่ง
  • รองเท้า Skechers Go Run Ride คู่ใจ มั่นใจว่า support ระยะไกลแบบฟูลมาราธอนได้ แถมเบาด้วย (รีวิวรองเท้า Skechers Go Run Ride)

งานแข่งที่นี่มีหลายแบบ ทั้งในส่วนฟูล (ปล่อยตัวที่ถนนออชาร์ด) ฮาล์ฟ (ปล่อยตัวที่เซนโตซ่า) มินิ (ปล่อยตัวที่ esplanade drive) ekiden (วิ่งทีมผลัดระยะฟูลมาราธอน) wheelchair และงานแข่งสำหรับเด็ก

จุดปล่อยสำหรับระยะทางทั้งสามระยะจะคนละที่และคนละเวลา ต้องเช็คดี ๆ แต่สุดท้ายทุกคนจะต้องมาวิ่งเข้าเส้นชัยที่ถนน Padang ตรงช่วง City Hall.. การเดินทางเพื่อไปจุดปล่อยตัวก็ไม่ต้องกังวล จองโรงแรมให้ใกล้รถไฟฟ้าเข้าไว้ก็สะดวกแล้ว เพราะเค้าจัดการให้รถไฟฟ้าเปิดบริการเร็วกว่าปกติตั้งแต่ตีสองครึ่งแน่ะวันอาทิตย์ตื่นตีสาม (เวลาแข่งเริ่มตีห้า) แอบกังวลเรื่องห้องน้ำ หลังจากจัดการภารกิจเรียบร้อยก็กินขนมปังไปหนึ่งชิ้น (จริง ๆ คิดว่าน้อยไป แต่กินไม่ค่อยลง) และออกจากที่พักเดินทางไปจุดปล่อยตัวซึ่งห่างไปสองสถานี

เมื่อไปถึง แผนคือหาห้องน้ำก่อนเลย ปล่อยทุกอย่างให้เรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย เพราะการปล่อยตัวที่นี่ของระยะฟูลมาราธอนจะแบ่งตามเวลาที่คาดหวังว่าจะเข้าเส้นชัยที่ลงทะเบียนไว้ตั้งแต่สมัคร .. ของฮั้วลงไว้แบบ 4 – 5 ชั่วโมง ก็ต้องไปเดินไปเข้า PEN ที่ด้านหน้าหน่อย .. ส่วนถ้าลงไว้ว่ามากกว่า 5 ชั่วโมง ก็ต้องไปยังอีกจุดหนึ่ง

ห้องน้ำในงาน

คิวหน้าห้องน้ำยาวมาก ๆ เลยตัดสินใจว่าไม่เข้า ทั้ง ๆ ที่ปวดนิดหน่อย แต่ก็คิดว่าน่าจะทนได้ เพราะตอนนั้นก็ตีสี่ครึ่ง กลัวไปไม่ทันคอกปล่อยตัวซึ่งจะปิด 20 นาทีก่อนการปล่อยตัวตีห้า ถ้าไปไม่ทันจะต้องไปเข้าแถวด้านหลังเลย .. ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้วิ่งวอร์มก่อน (ทำผิดขั้นตอนอีกละ)พอเข้าคอกปล่อยตัวของระยะ 4 -5 ชั่วโมง ได้เจอคนไทยที่มาวิ่งงานนี้มีทั้งแจง ชลธิชา พี่กบชัตเตอร์รันนิ่ง พี่ป๊อกแบร์ฟุต และพี่อีกสองคน (ขอโทษที่จำชื่อไม่ได้) เลยคุยภาษาไทยกันขโมง

แผนการวิ่งที่คิดไว้ในใจคือ  :

  • KM 1 – 10 เพซ 6:30 นาที
  • KM 11 – 20 เพซ 6:20 นาที
  • KM 21 – 30 เพซ 6:10 – 6:15 นาที
  • KM 31 – 37 เพซ 6:00 – 6:10 นาที
  • หลัง KM 37 แล้วแต่ว่าเหลือเท่าไหร่

** กินเจลทุก 5 กิโล (ครึ่งซอง) แผนคือจะกินกิโลที่ 9 แต่ที่นี่โต๊ะน้ำตรงเป๊ะมาก เลยต้องเริ่มกินกิโลที่ 10 ก็เลยจะพอดีกับการหยุดกินน้ำทุก 5 กิโล

*** แผนด้านบน ได้ผ่านการซ้อมทุกครั้งที่มีการวิ่งยาวจนถึงระยะ 30 กิโลเมตรแล้ว .. แต่ละคนควรวิ่งตามแผนของตัวเองนะคะ
ตีห้าตรงให้สัญญาณปล่อยตัว พี่ ๆ ทุกคนก็วิ่งนำออกไป (คือโดนทิ้งอะ) ส่วนฮั้วมีแผนการวิ่งในใจอยู่แล้วว่า 10 กิโลแรกจะวิ่งที่เพซ 6:30 และคอยเตือนตัวเองไว้เสมอว่าอย่าวิ่งเร็ว ศึกนี้ยาวนาน อย่าปล่อยใจไปกับบรรยากาศที่จะพาเราวิ่งเร็วเกินกว่าที่เราวางแผนมาช่วงสองกิโลแรกเลยเหนื่อยนิดหน่อยเพราะไม่ได้วอร์ม ยังดีที่พยายามกดความเร็วให้วิ่งตามแผนเลยค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ให้คนอื่น ๆ วิ่งแซงออกไป และพยายามสอดส่ายสายตามองหาเพซเซอร์ของงานที่เวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งลูกโป่งเป็นสีแดง) เล็งเป้าไว้ว่าจะตามลูกโป่งนี่แหละในช่วง 10 กิโลแรก

เริ่มเห็นลูกโป่งอยู่ไกล ๆ ช่วงห้ากิโล ถึงแม้จะเห็นแล้ว แต่ระยะห่างยังพอควร เพราะกลุ่มเพซเซอร์ไม่ว่าจะเวลาเท่าไหร่ จะปล่อยตัวจากหน้าสุด ทำให้ถึงแม้ว่าฮั้วจะวิ่งอยู่ที่เพซเดียวกับเค้า ฮั้วก็ยังอยู่อีกไกล แต่ไม่เป็นไร เราทำตามแผนเราไปเรื่อย ๆ เราน่าจะตามทันเองฮั้วจะดีใจทุกครั้งที่เห็นป้ายกิโลเมตร เพราะนอกจากจะบอกว่าตอนนี้วิ่งถึงกิโลที่เท่าไหร่แล้ว แต่ละป้ายก็มีข้อความให้กำลังใจอีกด้วย

ฮั้วอ่านทุกป้าย เพราะต้องการหาข้อความที่ส่งมาจากพี่เจ๋ง ทำให้ในแต่ละกิโลมีจุดมุ่งหมายให้ตามหา ตั้งใจว่าถ้าเจอข้อความพี่เจ๋งจะขอหยุดถ่ายรูป .. แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่เจอ ไม่รู้ไปอยู่ในเส้นทางของฮาล์ฟหรือมินิหรือเปล่า น่าเสียดายจริง ๆ ..ข้อความของพี่เค้าคือ

You can go slow, you can walk, but you need to keep moving forward.. never ever give up!

 

ดูตัวอย่าง distance marker ปี 2012 ได้ที่นี่ : http://www.facebook.com/media/set/?set=a.464024376977809.107701.195410527172530&type=3

ข้อความทุกข้อความบนป้ายกิโลช่างเป็น gimmick เล็ก ๆ จากผู้จัดงาน แต่เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับนักวิ่งนะ ทุกครั้งที่อ่านจบจะมีแรงฮึดสู้ขึ้นมาทันที บางข้อความก็ซึ้งถึงขนาดทำให้น้ำตาซึมได้ .. ความหมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเกี่ยวกับอย่ายอมแพ้ ให้นึกถึงการฝึกซ้อม ความมุ่งมั่นที่ทำมาตลอด คุณมาถึงจุดนี้ได้แล้ว จะยอมแพ้ได้อย่างไร

หรือความเหนื่อย ความเจ็บปวดเป็นเรื่องชั่วคราว ณ ตอนนี้ แต่ความรู้สึกเมื่อเข้าเส้นชัยจะยิ่งใหญ่มาก อะไรประมาณนี้ .. อยากให้งานเมืองไทยมีอย่างนี้บ้าง ป.ล. ทาง SCMS เค้าจะให้แฟนเพจส่งข้อความให้กำลังใจแล้วเค้าจะเลือกขึ้นพิมพ์ที่ป้าย KM Mark ทั้งสามระยะ (มินิ / ฮาล์ฟ / ฟูล)

พอผ่าน 10 กิโลแรกแล้ว ฮั้วก็เริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นเป็น 6:20 นาทีต่อกิโลเมตร และเริ่มเข้าใกล้กลุ่มเพซเซอร์ 4:30 ชั่วโมง เข้ามาเรื่อย ๆ และมาเริ่มแซงได้ช่วงเข้ากิโลที่ 13 – 14

ระหว่างทางการแข่งขัน ทางผู้จัดจัดทีมเชียร์ไว้ตามจุดต่าง ๆ และส่วนมากเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่มาก็จะตะโกนเชียร์อยู่แล้ว (ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่ที่เค้าต้องทำ) ทีมเชียร์จะมีตั้งป้ายที่เขียนว่า You can do it และยืนปรบมือให้นักวิ่งที่วิ่งผ่านทุกคน หรือตะโกนเชียร์ให้สู้ต่อไป หรือยื่นมือให้เราแปะมือด้วย

ในส่วนโต๊ะน้ำและเกลือแร่นั้นมีทุก 2.5 กิโลเมตร ระยะเป๊ะมาก ตอนแรกฮั้วมีแผนไว้ว่าจะกินเจลที่กิโลที่ 9 (ครึ่งซอง) และจะกินอีกครึ่งทุก ๆ 5 กิโล แต่พอมาเจอระยะน้ำเป๊ะขนาดนี้เลยทำให้ต้องเปลี่ยนแผนมากินช่วงกิโลที่ 10 แทน ..และหยุดกินเจลและน้ำทุก 5 กิโล ส่วนเกลือแร่ไม่ได้ดื่มเลยจนถึงระยะกิโลที่ 38

Marathon Course

ตั้งแต่กิโลที่ 12 จะเป็นการวิ่งใน East Coast Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ .. ที่นี่เป็นสวนที่ (ถ้ามีโอกาส) ฮั้วจะมาวิ่ง เพราะชอบที่สามารถวิ่งได้เรื่อย ๆ สามารถวิ่งไปกลับได้เกือบ 20 กิโลเมตรเลยเชียว .. ตอนมาแข่ง Newton Challenge ระยะ 32 กิโลเมตร ก็มาแข่งที่สวนนี้แหละ

ช่วงที่วิ่งในสวนนี้จะมีทางลาดชันนิดหน่อย แต่ทางส่วนใหญ่จะเรียบ .. พอเข้ามาในส่วนนี้ก็จะเริ่มเห็นคนที่วิ่งกลุ่มแรก ๆ วิ่งสวนกลับมา ..ตอนที่วิ่งในสวนนี้นอกจากจะสอดส่ายสายตามองหาเพื่อน ๆ ที่วิ่งสวนมาจนคอแทบเคล็ดแล้ว .. ความทรงจำเมื่อวิ่ง Newton ก็กลับมา เพราะตอนนั้นแรงจะเริ่มหมดเมื่อช่วงกิโล 25 มันช่างหลอกหลอนยิ่งนัก

แต่วันนี้ก็คิดว่าเราซ้อมมาดีกว่าคราวที่แล้ว ถึงแม้ตอนวิ่งจะมีปวดขาที่ปวดมาก่อนหน้า และเริ่มปวดข้อเท้าบ้าง แต่สภาพ ณ ตอนนี้ เมื่อตรวจสอบตัวเองแล้วยังดีอยู่มาก ทำได้ตามแผนที่ตั้งไว้ การหายใจยังปกติไม่แสดงอาการหอบจนเมื่อกลับตัวก็เริ่มเห็นกลุ่ม pacer 4:15 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อยากจะตามให้ทัน แต่ยังไงซะก็ต้องทำตามแผนที่เตรียมมา .. เมื่อเข้าสู่ช่วง 21 กิโล ก็พยายามเพิ่มความเร็วขึ้นอีกนิดหน่อยที่ pace 6:15 ตามแผน ค่อย ๆ เคาะจังหวะมาเรื่อย ๆ

คนเชียร์ที่นี่น่ารัก มีตั้งโต๊ะแจกน้ำ แจกโค้ก แจกแตงโม แจกไอติมให้กับนักวิ่ง มาตั้งกันเอง เตรียมของมากันเอง บางคนก็เตรียมอุปกรณ์มาเชียร์ บางคนก็ยืนปรบมือให้ รู้สึกว่าการมาวิ่งที่นี่มีกำลังใจมากมาย นักวิ่งเป็นกลุ่มที่น่ายกย่อง บรรยากาศต่างกับวิ่งในกรุงเทพที่นักวิ่งมักจะเป็นกลุ่มน่ารังเกียจ ทำให้รถติด คนตะโกนด่า .. เฮ้อ

เมื่อครบระยะ 30 กิโลเมตร ฮั้วเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้งว่าการวิ่งเป็นอย่างไร ท่าทางยังสบายไหม การหายใจไม่หอบ ขาไม่ปวด กล้ามเนื้อยังไม่ล้า ก็เลยเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง ให้ได้เพซ 6:10 ตามแผน ในใจก็แอบดีใจว่าวันนี้วิ่งได้ดีตามแผนที่คิดมา (มีเร็วบ้างก็พยายามผ่อน) คอยเตือนให้ทำตามแผน มีช้าบ้างก็จะเป็นช่วงกิโลที่หยุดพักกินน้ำ (เพราะไม่สามารถโฉบกินแบบแนวหน้าได้ ยังคงต้องหยุด หยิบแก้ว แล้วเดินดื่ม) ร่างกายยังแข็งแรง และฮั้วกำลังวิ่งผ่านระยะที่ซ้อมมาไกลสุดแล้ว

เมื่อเข้ากิโลเมตรที่ 32 นักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มชะลอตัว จริง ๆ ก็เห็นชะลอตั้งแต่ช่วง 20 กว่า ๆ แล้ว แต่กิโล 32 นี่เห็นชัดมากว่าเริ่มเดินกันเยอะ แต่ฮั้วดูแล้วตัวเองยังไม่มีอาการอะไร ก็เลยไปต่อตามแผน .. ตอนแรกว่าจะเช็คอีกทีเมื่อกิโลเมตรที่ 35 และเร่งความเร็วขึ้นอีก .. แต่ดูแล้วถ้าเร่งเร็วไปอาจจะหมด เลยคิดว่าไว้ไปตรวจสอบตัวเองอีกครั้งเมื่อกิโลที่ 37

ช่วงกิโลที่ 35 แดดออกเปรี้ยง เริ่มตัดกำลัง แถมเจอข้ามสะพาน ช่วงนี้เริ่มเหนื่อย เริ่มหอบ แต่อาการล้ายังไม่มาก คือขาก็ล้าแหละ แต่ไม่หนักมากเหมือนคราวภูเก็ต .. จุดนี้เลยหยุดกินน้ำและเจลครึ่งซองที่เหลือ (เตรียมมาทั้งหมด 4 ซองแต่กินไป 3 ซอง) และคิดว่าหลังจากนี้ถ้าต้องการเติมคงใช้การดื่มน้ำเกลือแร่ช่วย (ไม่อยากแกะซองใหม่ เปลือง!!!)

ช่วงนี้เลยหาตัวช่วยโดยการมองหาเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้หญิงรูปร่างสันทัดคนนึง สปีดเธอนิ่งมาก เลยคิดในใจว่า “ถ้าเธอคนนี้ไม่หยุด ชั้นก็จะไม่หยุด จะตามไปเรื่อย ๆ ดูซิใครจะหยุดก่อนกัน”

ในส่วน Energy station ที่นี่มีแจกเจลให้ด้วย แต่ไม่ได้แวะรับมาเลย อยากวิ่งสบาย ๆ ไม่กล้ากินที่เค้าแจกด้วย เพราะยี่ห้อ Shotz ที่เค้าแจกจะเหลวมากกว่า GU ที่กินประจำ จะทำให้ผิดแผน เพราะฮั้วจะบีบกินครั้งละครึ่งซอง

ส่วน Station น้ำมักจะมีพนักงานบีบ tiger balm ให้เลย จะใช้เยอะเท่าไหร่ก็ได้ กลิ่นตลบอบอวน แค่วิ่งผ่านยังรู้สึกความร้อนแผ่ซ่าน แทบไม่ต้องทายาที่ขาเลย

ช่วงกิโลที่ 36 ขาเริ่มหนัก แต่ยังวิ่งไหว พยายามคุมฟอร์มการวิ่งไม่ให้แกว่ง เพราะแกว่งเมื่อไหร่ หมดทันที เริ่มรู้สึกว่าหนึ่งกิโลมันนานจัง อยากหยุดเดินแล้ว แต่ยังฝืนใจไว้ไม่หยุด เพราะรู้ตัวว่าถ้าเริ่มเดิน ขาจะหนักกว่านี้ทันที อาการปวดหลังเริ่มเกิด คิดว่าน่าจะเพราะเริ่มเหนื่อย ฟอร์มเริ่มเสีย เริ่มเกร็งหลัง

ประมาณกิโลที่ 37 เป็นช่วงเจอฝูงนักวิ่ง 21 กิโลที่มาบรรจบกัน และเจอขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำกิโล 39 .. ตอนนั้นเห็นสะพานแล้วแบบ โอย สูงจัง คนก็เยอะ แถมเดินกันด้วย ถึงแม้ทางสิงคโปร์จะปิดสะพานให้ฝั่งหนึ่งเลย แต่คนที่มาวิ่งฮาล์ฟประมาณหมื่นกว่าคน แล้วลองนึกดูว่านักวิ่งแนวหลังจะเดินกันเยอะขนาดไหน

ตอนแรกพยายามจะหาช่องแซง ในใจก็นึกโมโหว่าชั้นวิ่งฟูลมา 38 กิโล ขาชั้นยังวิ่งอยู่ แล้วทำไมพวกเธอเดินกันแล้ว .. เดินอย่างเดียวไม่พอ มีเดินเป็นกลุ่มเพื่อน จับมือสวีทหวานแหววกัน..  ตอนนั้นยังพยายามตามผู้หญิงคนนั้นอยู่ แต่พลาดเสียจังหวะติดกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ ทำให้แทรกไม่ได้ .. ฮั้วเลยตัดสินใจต้องยอมแพ้เดินขึ้นสะพาน แล้วก็มองเธอวิ่งจากไป… เฮ้อ

โชคดีที่เดินไปซักพัก ถึงช่วงกลางสะพาน เจอแอนดรู (แฟนฮั้วเองที่มาลงฮาล์ฟแรก) เลยไปสิบกว่าเมตร กำลังวิ่งเหยาะ ๆ เลยได้กำลังใจว่าจะวิ่งไปทักเค้า .. เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง พอวิ่งผ่าน หันไปทักทาย แล้ววิ่งเลยต่อไป (ต่างคนต่างก็พยายามทำเวลาของตัวเอง) ต้องขอบคุณเค้าด้วย ไม่งั้นคงเดินอีกนาน

ภาพจาก Marathon-Photo.com

พอซักพัก (ประมาณกิโล 40 กว่า ๆ) เจอฝูงแถวหลังมินิอีก (คนมาวิ่งกว่า 25,000 คน และปล่อยตัว 6.30 น.) เรียกว่าแทบจะกรี๊ดออกมาเลย .. ขาก็หนักอยู่แล้ว ยังต้องมาวางแผนหาช่องวิ่ง หลบหลีกคนให้ความเร็วไม่ตก ..แต่จุดนี้เป็นจุดที่รอคอย เพราะโปรตุ้ม Shutter Running จะมาประจำการ รอถ่ายรูปนักวิ่งชาวไทยที่มาวิ่งงานนี้

ฮั้วก็มองหาเสื้อสีส้มสัญลักษณ์ก่อนเลย ตอนนั้นฮั้ววิ่งอยู่ขวาสุด แต่เจอโปรตุ้มยืนอยู่ซ้ายสุด .. ไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหน วิ่งแทรกผู้คนนับสิบเพื่อวิ่งเข้าหากล้อง .. ได้แปะมือจากคนไทย ก็มีแรงใจขึ้นมาอีกหนึ่งเฮือก (ขอบคุณโปรตุ้มมาก ๆ)แต่ฝูงชนทั้งสามระยะที่มารวมจุดนี้ เรียกว่าหาช่องวิ่งยากมาก ๆ ขาก็เริ่มล้า รู้เลยว่าสปีดเริ่มตก .. แถมดูนาฬิกาก็ไม่แน่ใจว่าระยะเส้นชัยจะถึงหรือยัง เพราะตั้งแต่วิ่งมาระยะในนาฬิกากับระยะที่ป้ายตั้งไว้จะคลาดกันประมาณ 600 – 800 เมตร ทำให้รู้ว่างานนี้ช่วงระยะสุดท้ายอาจมีเซอร์ไพรส์

ภาพจากโปรตุ้ม

และก็เป็นจริงดังคาด ..ระยะป้ายกิโลเมตรสุดท้ายดูทีท่าว่าไม่โผล่ซักที ทำให้รู้ว่าต้องมีวิ่งเกิน แต่เมื่อเห็นก็ใส่สปีดเต็มที่เท่าที่พลังจะเหลืออยู่ (และกิโลสุดท้ายก็ข้ามสะพานอีก ดีที่สะพานไม่สูงมากเท่าไหร่) ตอนนี้ฮั้วพุ่งชนอย่างเดียวแล้ว ถ้าจังหวะหลบทันก็หลบ แต่ถ้าเจอคนที่วิ่ง ๆ อยู่แล้วหยุดเดิน แล้วฮั้วหยุดไม่ทันก็ชน .. คือในใจอยากจะวิ่งให้จบซักทีแล้ว มันเหนื่อยนะเฟ้ย !!

เมื่อผ่านซุ้มเส้นชัย น้ำตาน้อย ๆ ก็ซึมออกมา ดีใจมาก ๆ ที่ทำสำเร็จ ฝ่าฟันฝึกซ้อมมากว่า 3 เดือน กับตารางซ้อมแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต นึกถึงช่วงเวลาที่ซ้อมคอร์ทที่หายใจแทบไม่ทัน นึกถึงช่วงเวลาที่หมดใจว่าทำไมการซ้อมมันต้องเหนื่อยขนาดนี้ นึกถึงครูที่คอยให้กำลังใจ คอยปลอบให้ฮั้วมั่นใจในตัวเอง นึกถึงกำลังใจจากเพื่อน ๆ ที่คอยบอกให้ฮั้วสู้ ..อยากจะบอกทุก ๆ คนว่าฮั้วสู้ถึงที่สุด ทำดีที่สุดแล้ว

พอวิ่งเสร็จ ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางให้ไปรับเหรียญ ซึ่งเค้าจะจัดเป็นเส้นทางไว้อยู่แล้ว .. รับเหรียญ รับเครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำเปล่า .. รับเสื้อ finisher .. น้อง ๆ สต๊าฟทุกคนจะคอยเชียร์และแสดงความยินดี น่ารักมาก ๆ.. จบไปอีกครั้งกับงานวิ่งที่แสนประทับใจ .. ปีหน้ามาอีกแน่นอน

เสื้อ Finisher และเหรียญที่รอคอย

ป.ล. หลังจากวิ่ง และยืดเหยียด ก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ขึ้นลงบันได .. ไปหาข้าวเที่ยงกินอย่างปกติมาก ๆ มีอาการเมื่อยนิดหน่อย แต่เรียกว่าไม่เป็นปัญหา แต่เพื่อความไม่ประมาท ฮั้วก็ยัดขาใส่ compression tights ตลอดทั้งวันเหมือนเดิม

งานนี้สมกับเป็นระดับ Gold Label ประทับใจทีมงาน ผู้จัดงาน การเตรียมงานและข่าวสารที่ส่งถึงนักวิ่งเป็นระยะ ๆ การอัพเดตข่าวผ่าน facebook .. น้ำไม่ขาด เกลือแร่มีให้พร้อม ห้องน้ำเพียบ .. ถ้าไม่นับเรื่องอากาศร้อน (ซึ่งปีนี้ร้อนน้อยกว่าปีที่แล้ว) และคนเยอะมากกกก ก็เป็นงานวิ่งระดับโลกที่จัดใกล้บ้านเรา (ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากเหมือนที่อื่นๆ) งานนี้เป็นงานที่นักวิ่งที่อยากวิ่งงานดี ๆ ควรไปสัมผัสค่ะ

เวลาเข้าเส้นชัยคือ 4:27 ชั่วโมง กับระยะ 42.84 กิโล (ตามนาฬิกา) .. เวลาดีขึ้นกว่าเวลามาราธอนแรกที่ลากูน่าภูเก็ตถึง 42 นาที .. ทำได้แล้ว!!!

เวลาวิ่ง

ถึงแม้มาราธอนนี้จะไม่มีเพื่อน ๆ มารอที่เส้นชัย (แถมยังวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนแฟนอีก และสุดท้ายก็หากันไม่เจอ เพราะคนเยอะมาก) แต่กำลังใจตลอดการซ้อมจากเพื่อน ๆ และข้อความที่ส่งเข้ามาก่อนแข่งทำให้เหมือนมีเพื่อน ๆ มาเชียร์ตลอดเวลา พร้อมยังนึกถึงคำครูดินไว้ตลอดการวิ่งว่า

ทุกย่างก้าวที่วิ่ง หนูจะมีครูวิ่งเคียงข้างเสมอ หนูเหนื่อย ครูเหนื่อย หนูล้าครูล้า หนูถอดใจ ครูจะเติมใจให้ แล้วเราจะวิ่งเข้าเส้นชัยไปด้วยกัน ..ครูจะวิ่งแซง 100 เมตรสุดท้ายไปรอรับหนูที่เส้นชัยนะ…

ครูดินได้ทำหน้าที่ของความเป็นครูและได้ผ่านเส้นชัยในครั้งนี้ไปแล้ว นับแต่วันนี้จนสิ้นสุดการแข่งขันเป็นหน้าที่ของหนูทั้งสอง ขอให้ลงวิ่งด้วยความรัก และความศรัทธาที่ได้ฝึกซ้อมสะสมมา วิ่งมาราธอนง่ายนิดเดียว ขอเพียงแค่ก้าววิ่งไปข้างหน้าด้วยหัวใจและเชื่อมั่นในตัวเอง

ครูคะ ตลอดการวิ่งวันนั้น ฮั้วรู้สึกวิ่งสบาย ๆ เหมือนซ้อม ช่วงที่เหนื่อยและล้าก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็น ๆ มาผ่อนคลายเหมือนมีครูมาช่วยฮั้ววิ่งจริง ๆ .. ถ้าไม่มีครูเป็นหลักชัย ฮั้วคงเดินนานกว่าที่เป็น เพราะไหน ๆ เวลาก็ดีขึ้นแล้ว จะเหนื่อยกว่าเดิมทำไมอีก ..แต่เพราะคำครูที่คอยเตือนว่าให้ทำให้ดีที่สุดทุกการแข่งขัน ให้เชื่อมั่นในตัวเอง .. ต้องขอบคุณคุณครูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ค่ะ

ป.ล. หลังจากวิ่งเสร็จก็ใส่เสื้อฟินิชเชอร์ซะหน่อย รอคอยมาหนึ่งปี คนที่นี่น่ารักมาก เหมือนให้เกียรตินักวิ่งจริง ๆ เดินไปไหน คนจะแสดงความยินดีด้วย ตบมือให้ ยกย่องเราเหมือนผ่านสมรภูมิรบมา .. สุดยอดอะ

ป.ล. (ต่อ) การใช้ B-Tag ในงานวิ่งนี้ นักวิ่งสามารถลงทะเบียนกับเว็บไซท์ของทางผู้จัดเพื่อให้ข้อมูลการวิ่งของเรา อัพขึ้น social network – Facebook และ Twitter ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย .. เค้าจะมีจุด (ตัวสแกน) ทุก 5 กิโล และช่วงกลับตัว (21 กิโล) .. เพื่อน ๆ และครอบครัวสามารถลุ้นได้เลยว่าตอนนี้นักวิ่งทำเวลาเท่าไหร่ คาดว่าจะถึงเส้นชัยเมื่อไหร่ และอยู่ไหนแล้ว .. ตามตัวอย่างของฮั้วด้านล่างเลยค่ะ

 
เจอว่ามีถ่ายทอดสดในวันนั้นด้วย 5 ชั่วโมงเต็ม .. ฮั้วชอบเปิดดูเวลาวิ่งบน treadmill ทำให้รู้สึกกำลังวิ่งตามเคนยาเลย

About Hua Runner-Blogger (103 Articles)
นักวิ่งสายอุปกรณ์ดีเด่น ไม่จัดเต็มวิ่งไม่ออก กำลังสนใจจะ Go Tri

14 Comments on Standard Chartered Marathon Singapore 2013 เป้าหมายมีไว้พุ่งชนที่ระยะ 42.195 กิโลเมตร

  1. กลับมาอ่านอย่างละเอียด เพราะใกล้ไปแล้ว เห็นผลการวิ่งแล้ว เจ๋งอ่ะ
    เป้าแรกเลยที่จะวิ่งให้ได้คือจบ full ที่ 4.30 ชม.ให้ได้ก่อน
    แล้วค่อยๆไต่ไปเรื่อยๆ

  2. ถ้าจะไปลองทำ gait analysis ในงาน นี่ต้องจองคิวล่วงหน้าไหมครับ หรือไปเข้าคิวที่นั่นเลยครับ ขอบคุณครับ

  3. อ่านหลายบทความของคุณฮั้ว ทำให้อยากไปวิ่งมาราธอนจริง ๆ ครับ

    • เลือกซักงานดี ๆ ล่วงหน้าหลาย ๆ เดือนแล้วตั้งเป้าไปให้ถึงค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ 🙂

  4. เป็นแฟนเพจคุณฮั้ว คุณฮั้วทำให้อยากไปวิ่งที่สิงคโปร์เลยค่ะ

  5. อ่านแล้วรู้สึกชอบตรงที่จัดช่องเข้า start ตามเวลาที่คาด และ ทัศนคติและการมีส่วนร่วมของคนที่ไม่ได้วิ่งครับ

    • อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง .. ที่เห็นเรื่องส่วนร่วมคงจะเป็นจอมบึง

  6. แล้วเจอกัน ปลายปีนี้ Standard Chartered Marathon Singapore 2014!!! ^^

  7. สุดยอดเลยครับ คุณฮั้ว รายละเอียดการวิ่งครบถ้วน วิ่งมีระบบดีมาก ผมนี่เป๋ ตั้งแต่แรกเลย แห่ะๆ / Ao Panuwat

    • คราวหน้าเอาใหม่ค่ะ คุณโอ๋ .. ขนาดไม่ค่อยได้ซ้อมคุณโอ๋ยังวิ่งจบ เก่งมาก ๆ แล้วค่ะ

1 Trackbacks & Pingbacks

  1. วิ่งไปเที่ยวไปกับ Tokyo Marathon 2014 (ภาคแรก) | Runner-Blogger

Leave a comment

Your email address will not be published.


*