Tokyo Marathon 2014 – The Day I remember

อ่านตอนแรกที่นี่ วิ่งไปเที่ยวไปกับ Tokyo Marathon 2014 (ภาคแรก)

คืนวันเสาร์กลุ่มเราตกลงใจว่าจะทานอาหารเย็นใกล้ ๆ โรงแรมเพราะไม่อยากใช้ขามาก พี่เหมียวผู้เคยวิ่งโตเกียวมาราธอนแล้วก็เล่าจุดต่าง ๆ ที่ควรรู้ .. จริง ๆ แล้วเราทั้งคู่จับฉลากได้สองที่ คือ 1) โตเกียวมาราธอน 23 ก.พ. และ 2) นาโกย่ามาราธอน 9 มี.ค. ในเมื่องานทั้งสองติดกันเช่นนี้ เราจึงต้องเลือก .. ต้องขอบคุณพี่เหมียวที่เธอตัดสินใจมาวิ่งกับฮั้ว เพราะมันคือครั้งแรกของฮั้วกับโตเกียวมาราธอน โดยที่เราสัญญากันว่า ปีหน้า (2015) เราจะไปนาโกย่ากัน

เราทั้งคู่มางานนี้แบบร่างกายไม่สมบูรณ์ ฮั้วมีอาการเจ็บอยู่ ส่วนพี่เหมียวก็เข้าเฝือกเข่า ซึ่งพี่เหมียวตั้งใจไว้แล้วว่าจะวิ่งไม่จบ แต่ไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้เท่าไหร่ ส่วนฮั้วถึงแม้เจ็บ แต่ในใจลึก ๆ ยังอยากจบ และหวังปาฏิหาริย์ขอให้จบ ไม่ว่าจะช้าซักเท่าไหร่ก็ตาม เราจึงต้องนัดแนะเรื่องจุดนัดพบว่าจะไปเจอกันภายใน Tokyo Big Sight ซึ่งเป็นเส้นชัย

เตรียมเสื้อผ้า

คืนนั้นฮั้วเอาเสื้อผ้าที่จัดเตรียมไว้มากางเตรียมพร้อม เพราะต้องเตรียมอุปกรณ์มากกว่าทุกการแข่งที่ผ่านมา (ปกติก็เยอะอยู่แล้วนะ) และยังต้องเตรียมเสื้อผ้าที่จะเอาไปเปลี่ยนหลังวิ่งเสร็จอีก .. ทางงานเตรียมถุงขนาดใหญ่ให้เสื้อผ้าที่จะฝาก และมีสติ๊กเกอร์ที่เป็นเบอร์ BIB และเบอร์รถรับฝากไว้ให้แปะกับถุง ส่วน chip จะเป็นแบบผูกกับรองเท้า

chip ติดรองเท้า

เช้าวันแข่งก็ตื่นมาทำธุระตามปกติ ใส่เสื้อโค้ทเดินทางด้วยรถไฟไปที่งาน (อุณหภูมิน่าจะประมาณ 0 – 2 องศา) การจราจรบริเวณงานจะปิดแบบ 100% ทางเดียวที่ไปถึงงานได้คือรถไฟ โดยที่จุดสตาร์ทจะอยู่ที่ Shinjuku บริเวณ Tokyo Metropolitan Government

พอออกจากรถไฟเราก็แค่ตามฝูงชนไปตามทางเรื่อย ๆ ไม่มีหลงแน่นอน เพราะคนเยอะมาก (จำนวนผู้วิ่งฟูลประมาณ 35,000 คน) ผ่านด่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ตรวจอย่างเคร่งครัด .. เวลา 7 โมงเช้า ผู้คนหนาตา บ้างก็เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะต้องเอาเสื้อผ้าไปฝาก บ้างก็เริ่มวอร์ม ยืดเส้นยืดสาย บริเวณห้องน้ำนั้นคนหนาแน่น .. แต่ที่แน่ ๆ ถึงแม้ว่าฮั้วจะใส่เสื้อวิ่งแขนยาวอย่างหนา เสื้อแขนสั้นทับ เสื้อกันลมมีฮู๊ด และโค้ทกันหนาว ก็แทบจะไม่อยากถอดออก เพราะหนาวสุด ๆ ยืนสั่นเป็นเจ้าเข้าเลยทีเดียว (พี่เหมียวบอกว่าให้แปะแผ่นความร้อนที่รองเท้าด้วย จะได้ช่วยทำให้เท้าอุ่น .. โชคดีที่เชื่อพี่เหมียวนะเนี่ย เพราะมันช่วยได้อย่างมาก)

ยังไม่รู้ชะตากรรม

เมื่อถึงจุดที่ต้องถอดเสื้อโค้ทแล้วนำถุงไปฝากที่รถ และระหว่างยืนรอเข้าห้องน้ำ อากาศเย็นจับใจ ตัวสั่นโดยอัตโนมัติ พลางนึกในใจว่าจะไม่กลับมาวิ่งที่นี่อีกแล้ว ไม่ว่าจะขยับตัวอย่างไร ขาก็ยังสั่น .. คนรอคิวห้องน้ำเยอะมาก ผ่านไปประมาณเกือบ 15 นาที ก็ยังไม่ได้เข้า จนเหลืออีกประมาณ 10 คนสุดท้าย ฮั้วเลยตัดสินใจเดินไปที่จุดสตาร์ทเลย (เพราะทางโฆษกซึ่งภาษาอังกฤษฟังยากมาก ประกาศเรื่องการปิด block ก่อนเวลาจะเริ่ม) ณ จุดนี้ พี่เหมียวเดินไปที่จุดสตาร์ทก่อนแล้ว ฮั้วต้องคอยไหลตามคนไปจุดสตาร์ท กลัวจะไปไม่ทันเหมือนกัน

จุดสตาร์ทที่นี่จะแบ่งเป็น block ตามเวลาที่เราลงทะเบียน (ตอนที่สมัคร ฮั้วใช้เวลาของภูเก็ตมาราธอน 5 ชั่วโมง 9 นาที จึงได้ตัวอักษร J มา) เมื่อปล่อยตัว นักวิ่งตามแต่ละ block ก็ค่อย ๆ ไหลกันไป .. หลังจากเข้า block ก็ต้องรองานพิธีการซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ซึ่งพูดด้วยภาษาญี่ปุ่น และเป็นการรอคอยที่ทรมานมาก

ขนาดว่าฮั้วพยายามแทรกเข้าไปอยู่ตรงกลางเพราะจะให้คนอื่น ๆ บังลมให้ แต่ก็ยังคงรู้สึกหนาวสั่น มือ ขา และปากสั่นหงึก ๆ .. ฮั้วพยายามขยับขาตลอดเวลา เพราะขาจะแข็ง และตอนนี้เริ่มปวดขามาก ๆ ก่นด่าในใจตลอดเวลา “ไม่มาอีกแล้ว แม่งหนาวเกิน” (ณ จุดนี้ถึงวอร์มมาอย่างพร้อมก็คงเย็นกันหมดล่ะ)

การแข่งขันเริ่มต้นแล้ว

เวลา 9.10 น. เป๊ง ก็ได้ฤกษ์ปล่อยตัว ฮั้วอยู่ตั้ง J ก็ค่อยเดินไหลไปกับฝูงชน กว่าจะผ่านหน้าซุ้มก็ใช้เวลา 15 นาที มีบุคคลสำคัญ (ซึ่งไม่รู้ว่าใคร) ยืนปรบมือให้กับนักวิ่ง จุดสตาร์ทดูยิ่งใหญ่มาก ๆ พอผ่านจุดสแกนฮั้วก็กดเวลาที่นาฬิกาและก็เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ .. แว๊บแรกของการออกตัว รู้เลยว่าวันนี้หนักแน่ ๆ เพราะ “เจ็บขา” อย่างมาก แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่าอาจจะเป็นเพราะอากาศหนาว

ช่วงจุดสตาร์ทสิ่งที่ต้องระวังคือ คอยหลบบรรดาเสื้อหนาวหรือถุงพลาสติกที่นักวิ่งกองทิ้งไว้ .. พี่เหมียวบอกไว้ว่าให้เอาเสื้อเก่าๆ มาใส่กันหนาว แล้วพอวิ่งก็ทิ้งไว้ตรงนั้นเลย วิ่งไม่ระวังอาจมีสะดุดเลยเชียว .. แต่ระหว่างทาง ประมาณช่วง 10 กิโลแรก ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยถือถุงไว้ให้ทิ้งเสื้อหรือพลาสติกที่ตัดแบบให้ใส่สวมหัว (เพื่อกันลม) เช่นกัน .. ช่วงแรก ๆ ฮั้วก็ใส่ (ขอบคุณกิ๊บที่เอื้อเฟื้อให้) แต่พอวิ่งไปซักพักก็เริ่มร้อน ต้องถอดออก

วิ่งกะเผลก ๆ หลบด้านขวาสุด เพราะไม่อยากกันนักวิ่งคนอื่น ๆ มาเกือบหนึ่งกิโลก็เจอพี่เหมียวที่เดินกะเผลกอยู่ หันไปทักทายกันนิดหน่อย แล้วฮั้วก็จากออกมา (ณ ตอนนั้นใจหนึ่งอยากอยู่กับพี่เหมียว แต่อีกใจก็อยากทำให้ถึงที่สุด) .. ผ่านมา 5 นาที แวะถ่ายรูป โพสต์ขึ้น page ว่าเริ่มวิ่งแล้วนะ ^_^

เส้นทางวิ่งโตเกียว

ผู้คนที่มาเชียร์เต็มสองข้างทาง ตะโกนเชียร์ ถือป้ายเชียร์ ขบวนนักวิ่งที่วิ่งอยู่เต็มถนน ดูแล้วไกลสุดตา มันช่างเป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ พอได้เริ่มขยับตัววิ่ง เหงื่อเริ่มซึม ๆ ก็ทำให้ไม่รู้สึกหนาวมาก แต่ก็ยังเย็นอยู่ดี (แค่ไม่ทรมานมากเหมือนตอนแรก) .. ฮั้วก็ยังวิ่งด้วยความเร็วแบบจ็อคเพราะยังเจ็บขาอยู่ .. หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปบรรยากาศและผู้คน และแวะหยิบขนมที่คนเชียร์ยื่นมาให้ ณ จุดนี้ไม่กลัวว่ากินซี้ซั้วจะท้องเสียหรอก เพราะมันสนุกมาก ๆ

กองเชียร์สองข้างทางและอาหารฟรี

วิ่งออกมาได้ซักสองกิโล เริ่มคิด เอ.. จะเข้าห้องน้ำดีไหมนะ เริ่มตะหงิด ๆ แต่ก็ไม่อยากหยุด ขากำลังไปได้เรื่อย ๆ (ถึงแม้จะเจ็บก็เหอะ) ..ผู้จัดงานเตรียมห้องน้ำไว้เยอะ และที่สำคัญตามร้านสะดวกซื้อ เช่น 7 Eleven, Family Mart และ Lawson ที่เราวิ่งผ่านทั้งสองข้างทาง นักวิ่งสามารถขอเข้าไปใช้ได้

ระหว่างวิ่งเรียกว่าถึงแม้บรรยากาศจะสนุก แต่ในใจฮั้วทรมานสุด ๆ มันเจ็บทุกก้าวที่ลงขาขวา น่องจะตึงปวด และเจ็บเข่าขวา ไม่ว่าจะพยายามเปลี่ยนมุมการลงก็แล้วก็ยังไม่ทำให้หาย ตามแผนแรกที่คิดไว้ว่าจะวิ่ง 8 นาทีเดิน 2 นาที เลยต้องเปลี่ยนเป็นพยายามวิ่งให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วหยุดเดิน พอดีขึ้นก็วิ่งต่อ เพราะว่าฮั้วต้องคำนึงถึงเวลา cut-off ในทุก 5 กิโล

ภาพจากน้องแบงค์

ระหว่างนี้ได้เจอน้องแบงค์ที่กำลังวิ่งชิล ๆ ถ่ายรูปไปด้วย บอกน้องเค้าไปว่า “ไปก่อนเลย พี่เจ็บ” .. พอวิ่งผ่านที่สแกนระยะ 5 กิโลเมตรแรกก็แวะจิบน้ำสักเล็กน้อย (แอบปวดฉี่อยู่ไม่กล้ากินเยอะ แถมไม่ค่อยเหนื่อยมาก) แล้วก็วิ่งต่อ

โต๊ะน้ำที่นี่ยาวเกือบ ๆ 200 เมตร มีเป็นสิบ ๆ โต๊ะ ถ้ารับโต๊ะแรก ๆ ไม่ทันก็ไปรับโต๊ะหลัง ๆ ก็ได้ เค้าจะวางแก้วน้ำที่เตรียมน้ำไว้แล้วเต็มโต๊ะยาวและแบ่งเป็นชั้น ๆ ไม่ต้องเสียเวลาคอยรินน้ำ (ช่างดีเทลและจัดการดีสมกับเป็นคนญี่ปุ่น)

ระหว่างทางก็จะมีกล่องใบใหญ่ ๆ วางไว้หลาย ๆ กล่อง ภายในกล่องมีถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ให้นักวิ่งทิ้งแก้วกระดาษลงกล่อง เมื่อเต็มกล่องเค้าก็แค่รวบและมัดปากถุง ก็เสร็จสิ้นกับขยะแก้วน้ำ นักวิ่งบางคน แต่น้อยมากที่ไม่ทิ้งลงกล่อง แต่เท่าที่เห็นส่วนมากก็จะแค่วิ่งผ่านแล้วเทน้ำทิ้งก่อนทิ้งลงกล่องขยะ

station น้ำ

ทนวิ่งมาอีก 5 กิโล ด้วยการวิ่ง ๆ เดิน ๆ และมาหยุดพักขาที่กิโลที่ 10 ซึ่งเป็นจุด Cut-off แรก นึกในใจว่า 10 กิโลแล้วเฟ้ย .. อีก 32 กิโล ถ้าไปด้วยสปีดแบบนี้เรื่อย ๆ น่าจะจบนะ บนหน้าจอ facebook ฮั้วก็มีโพสต์ว่าผ่าน 10 กิโล โดยระบบที่ฮั้วไปลงทะเบียนไว้ที่งาน expo

Facebook Post

เส้นทางวิ่งจะผ่านสถานที่สำคัญ ๆ ในโตเกียว เช่น พระราชวัง โตเกียวทาวเวอร์ ย่านธุรกิจ แต่สิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินใจที่สุด คือบรรดากองเชียร์ที่เต็มสองข้างทาง ไม่มีจุดไหนเลยที่ไม่มีกองเชียร์ ไม่ได้มายืนเชียร์เปล่า ๆ แต่ยังถือขนมมาแจกนักวิ่ง

บางกลุ่มมาเป็นครอบครัว ถือป้ายเชียร์รอคนในครอบครัวตัวเองวิ่งผ่านมา (บาง scene ได้เห็นนักวิ่งเจอคนที่รู้จักที่มารอ เค้าจะดีใจกันสุดขีด น่ารักดี).. บางกลุ่มเป็นกลุ่มเพื่อน .. บางกลุ่มก็เป็นคนทำงานแถว ๆ นั้นออกมายืนเชียร์ .. ถึงแม้เค้าจะเชียร์เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็เดา ๆ เอาว่าเค้าบอกให้เราสู้ ๆ คอยปรบมือให้ .. เรียกว่าเป็นถนนวิ่งที่เสียงดังที่สุดเท่าที่เคยวิ่งมา

กิโลที่ 13 กว่า ๆ เริ่มปวดขามากกว่าเดิม เริ่มจะทำไม่ได้ตามแผนที่จะพยายามวิ่ง 5 กิโลแล้วเดิน 5 นาที .. ในใจคิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่สามารถวิ่งได้แล้ว ณ จุดนี้เห็นกองเชียร์ของผู้จัดที่เป็นการแสดงข้างทาง หิมะลงปรอย ๆ .. ความคับแค้นในใจมันเอ่อมาที่ตา.. มันเจ็บ ใจยังอยากวิ่งไปให้ไกลที่สุด แต่ปวดน่องและเข่ามาก ณ เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาทีหลังจากสตาร์ท ฮั้วตัดสินใจ “โอเควะ ชั้นจะเดินไปถึงเส้นชัย” (ตอนนั้นลืมเรื่องการโดนเก็บซะสนิท จำได้ว่า cut-off ทั้งหมด 7 ชั่วโมง ตาม Gun Time น่าจะทัน)

การแสดงระหว่างทาง

พอดีเดินผ่านศูนย์ BMW และเห็นนักวิ่งบางคนเข้าไปด้านใน เลยถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ฮั้วจะเข้าห้องน้ำ .. ไม่ต้องยืนรอแถวยาวตามที่จัดให้ แถมสะอาดด้วย .. วิ่งที่นี่ เข้าห้องน้ำที่ไหนก็ได้ แทบจะทุกตึกให้ความร่วมมืดดีจังเลย

ระหว่างเดินได้ยินเสียงติ๊ง ๆ ๆ เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นข้อความจากพี่เหมียวว่าพี่เค้าหยุดแล้ว .. ฮั้วเลยบอกว่าฮั้วอยู่ประมาณกิโลที่ 14 แต่จะไปต่อ

พอผ่านกิโล 15 เริ่มเห็นชะตากรรมว่าทุกการก้าววิ่ง มันเจ็บปวดจนวิ่งไม่ได้ ถึงแม้จะพยายามตั้งสติเริ่มวิ่ง แต่พอลงเท้า มันเจ็บระบม จนต้องเดินยาว .. ในใจตอนนั้นถึงแม้บรรยากาศจะสนุกสนานเพียงใด แต่มันเหงามาก ฮั้วเห็นนักวิ่งค่อย ๆ แซงไปเรื่อย ๆ (ณ จุดนั้นเรียกว่าอยู่โซนหลัง ๆแล้ว) ในใจอยากจะตามเค้าไป แต่มันไม่สามารถแล้วจริง ๆ

นักวิ่งรอบตัว

น้ำตาเริ่มเอ่อเต็มตา มันเจ็บใจ ทำไมฮั้ววิ่งไม่ได้ ฮั้วอยากจะเข้าเส้นชัย ฮั้วก็แค่อยากจะวิ่งจบ ถึงจะช้าก็ยังอยากจะขอจบ สุดท้ายเลยหยิบโทรศัพท์โทรกลับเมืองไทย เมื่อแฟนรับสาย ก็บอกเค้าด้วยเสียงสั่นเครือว่า ฮั้วไปไม่ไหวแล้ว เจ็บขามาก ตอนนี้ต้องเดินแล้วล่ะ ขอโทษนะ แต่คงไม่ถึงเส้นชัยแน่ ๆ แล้ว ..

เค้าตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นพอกัน เค้าเสียใจและเค้าก็รู้ว่าฮั้วพยายามและอยากจะทำให้ได้ เค้าอยากมาอยู่ตรงนี้กับฮั้วด้วยจริง ๆเอาวะ อีกหนึ่งเฮือก .. พยายามเข้า จะเดินจนกว่ารถจะเก็บทัน ..

พอวางโทรศัพท์ ก็เดินต่อ ส่ง message ไปหาพี่เหมียวว่ากิโลที่ 16 แล้ว มองไปฝั่งตรงข้าม (เป็นจุด u-turn) ก็เห็นรถบัสและขบวนตามเก็บ คาดคะเนแล้วประมาณ 3 กิโลที่ห่างกัน เลยตั้งสติใหม่ พยายามวิ่งอีกครั้ง

เกือบครึ่งทาง

ทนไปได้อีกประมาณ 3 กิโล จนถึงจุดเช็คพอยท์ที่ 20 ซึ่งก็จะ broadcast ขึ้น facebook อีกครั้ง .. พอวิ่งผ่านเครื่องสแกน ก็หยุดเดินอีกรอบ และเดินผ่านจุด aid station ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยดูสภาพนักวิ่ง .. เจ้าหน้าที่ก็เดินมาหาที่ฮั้วแล้วพยายามพูดเหมือนให้เค้าซุ้ม ตอนแรกว่าจะไม่เข้า เพราะเห็นรถบัสตามมาแล้ว ไม่อยากเสียเวลา แต่ด้วยสภาพ ณ ตอนนี้ ท้ายที่สุดเลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าซุ้ม ซึ่งจัดเป็นไว้อย่างดี แต่กว่าจะได้พยาบาลก็ต้องกรอกแบบฟอร์มอะไรต่าง ๆ วุ่นวาย และดูท่าจะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ .. เลยเดินออกจากซุ้ม ลุยต่อไป

พอออกจากซุ้ม เดินต่อไปเล็กน้อย ก็เจอกับพี่โจ้ (ซึ่งเพิ่งจะมารู้ว่าพี่เค้าวิ่งมาราธอนแรก) ตอนแรกน้ำตาซึม ๆ ดีใจที่ได้เห็นคนไทยจะได้มีเพื่อนวิ่งด้วยกัน แต่เห็นจังหวะพี่โจ้วิ่งแล้ว ถึงแม้จะช้าแต่เพซไปได้เรื่อย ๆ เลยพยายามอีกหนึ่งฮึด พยายามทนเจ็บตามพี่โจ้ แต่ทนได้ประมาณหนึ่งกิโล เห็นหลังพี่โจ้เริ่มห่างไปเรื่อย ๆ แต่พี่โจ้ก็จะวิ่งช้า ๆ รอ .. สุดท้ายตัดสินใจบอกพี่โจ้ด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พี่โจ้ไปเถอะ ไม่ต้องรอ ฮั้วเจ็บ วิ่งไม่ไหวแล้ว” พี่โจ้ก็น้ำตาจะไหลพอกัน หันมากอดและอวยพร แล้วก็วิ่งจากไป .. อีกแล้วสินะ เราโดนทิ้งอีกแล้ว

บรรยากาศงานวิ่ง

ตอนนี้เป็นนักวิ่งแถวหลังเต็มตัว ถึงแม้คนจะหายไปเยอะ แต่ก็ยังพอมีคนเดินเป็นเพื่อน .. พอเลี้ยวซ้ายเข้าช่วง Ginza (ประมาณกิโลที่ 21) ก็จะเริ่มสวนทางกับนักวิ่งแถวหน้า (เค้าอยู่ประมาณกิโล 34) หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูมีเพื่อน ๆ เชียร์อยู่ที่หน้าจอว่าครึ่งทางแล้ว อีกครึ่งทาง สู้ ๆ .. พี่เหมียวส่ง message มาว่าอยู่ expo ละ แล้วจะนั่งรอที่นั่น .. ฮั้วส่งไปว่าอยู่ประมาณกิโล 23 แล้วและคงต้องเดินยาวจนกว่ารถจะเก็บทัน

ระหว่างทางก็พยายามมองหาคนไทยจากกลุ่มที่วิ่งผ่านมา .. ที่เห็นวิ่งผ่านไปไว ๆ ก็พี่อ๋า ดูจบที่ประมาณ 4 ชั่วโมงแน่ ๆ .. ระหว่างทางก็พยายามซึมซับบรรยากาศที่สุด ไหน ๆ ก็คงไม่จบ จะมาเศร้าอยู่ใย ใครแจกอะไรให้กินก็แวะกิน .. บางสถานีน้ำ volunteer ตั้งแถวขอจับมือก็เดินจับเค้าไปเรื่อย ๆ หันไปยิ้มขอบคุณคนเชียร์ .. มองชุดแต่งแฟนซีของนักวิ่งคนอื่น ๆ .. มีกลุ่มที่ดูเหมือนดารามาวิ่งด้วย เพราะมีกล้องตามกันเกลียว .. ดูท่าดาราจะไม่ไหว แต่ตากล้องน่าสงสารกว่า เพราะตัวกล้องก็ดูหนักอยู่ ยังต้องมาวิ่งตามถ่ายดาราอีก

ส่วนฮั้วก็พยายามเดินกะเผลกให้เร็วที่สุด ขาขวามันงอไม่ได้ หลาย ๆ ครั้ง พยายามจะตั้งสติเพื่อก้าวขาวิ่ง แต่เหมือนใจจะบอก “อย่านะ” และพอลงเท้าขวาก็จะจี๊ดจนต้องร้องออกมา สุดท้ายก็ต้องเดิน ใช้ขาซ้ายในการพยุงตัว แล้วลากขาขวาไปเรื่อย ๆ และยังต้องหันหลังกลับไปดูรถเป็นระยะ ๆ .. ยังมีกลุ่มนักวิ่งที่อยู่ด้านหลังอีก น่าจะยังพอมีเวลา ถึงแม้จะเจ็บแต่ก็ไม่หยุด

เวลา cut-off ตาม Gun time

ประมาณกิโลที่ 24 ได้ยินเสียงเรียก พอหันไปเป็นน้องบีที่วิ่งจากฝั่งที่สวนทาง เลยหันไปบอกให้สู้ ๆ ดูท่าน้องเค้าแล้วจบแน่ ๆ ดูยังไม่เหนื่อยเท่าไหร่ .. ตอนนั้นเสียงเรียกนั้นเหมือนเสียงสวรรค์เลยเชียว

สองฝั่งมีนักวิ่งที่สภาพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง .. ฝั่งนั้นทุกคนยังมีทีท่าฮึกเหิม แทบจะไม่มีคนเดิน ทุกคนก้าวไปด้วยความหวังที่จะจบภายใน 5 ชั่วโมง .. กับฝั่งของฮั้วที่ดูแล้วส่วนมากเป็นนักวิ่งที่เจ็บ มีผู้เฒ่าผู้แก่ที่พยายามเดินเร็ว ๆ .. มีคนหนุ่มสาวที่เดินกะเผลกไปวิ่งไป .. มีดาราที่หน้าตาเหนื่อยเต็มที่ .. มีนักวิ่งที่ใส่คอสตูมหนัก ๆ พยายามจะแบกน้ำหนักนั้นให้รอด .. แต่ความเหมือนกันคือ ทุกคนยังมีหวังถึงแม้จะหวังกันที่คนละจุดหมายปลายทา

ความหวังของฮั้วคือ “ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะทนได้” เป็นการแข่งกันระหว่างการยื้อเวลาให้ยาวนานจนกว่ารถบัสจะตามมาทัน (ตอนนั้นลืมเรื่อง cut-off time ไปเลย) .. ตอนนั้นรู้สภาพแล้วว่าไม่ถึงเส้นชัยแน่ ๆ แต่จะพยายามคงอยู่ให้นานที่สุด

สภาพระหว่างวิ่ง

การวิ่งครั้งนี้ฮั้วไม่ได้กินเจลที่เตรียมมาเลย เพราะไม่ได้วิ่งเร็ว ไม่ได้ใช้พลังงานเยอะ แถมเดินซะเป็นส่วนมาก ถ้าหิวก็กินตามรายทางที่ผู้จัดและกองเชียร์แจกจ่ายให้ .. นอกไปจากน้ำ เกลือแร่ ที่ผู้จัดมีให้แล้ว ยังมีกล้วยและขนมปังที่มีปริมาณเหลืออีกมาก (ขนาดเป็นนักวิ่งแถวหลัง อาหารก็ยังไม่หมด)

กิโลที่ 26 เจ็บแม้กระทั่งเดิน นอกจากเข่าขวาที่ไม่สามารถงอได้แล้ว ขาซ้ายที่ใช้งานหนักมาเป็นเวลานาน ก็เริ่มประท้วง สะโพกซ้ายที่ต้องใช้รับน้ำหนักทั้งตัวเริ่มเมื่อย ปวดขาซ้ายด้วย  .. ณ จุดนี้เดินแทบจะไม่ไหว ทนกะเผลกแบบเจ็บ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนผ่านวัด Asakusa จุดที่มีกล้องวิดีโอถ่ายทอด .. ถ้าใครได้ดูคงจะเห็นฮั้วเดินผ่านไปอย่างช้า ๆ น้ำตาเอ่อนิด ๆ (ดราม่าไปนั่น) เพราะเจ็บมากแล้ว ณ จุดนั้นเดินด้วยใจอย่างเดียว รอคอยรถที่จะมาเก็บ (นึกในใจมาทันซะทีสิ เค้าเจ็บมาก ๆ แล้วนะ)

การวิ่งที่นี่ถึงแม้จะมีตากล้องหลายจุดมาก แต่ชาวญี่ปุ่นก็รู้มุมวิ่งเข้าหากล้อง ทำให้คนเจ็บอย่างฮั้วไม่สามารถแทรกเข้าไปได้ ส่วนมากเลยเป็นเดินผ่านไปอย่างเอื่อย ๆ จนมาจุดนี้แหละที่คนไม่ค่อยจะมีแล้ว ตากล้องเลยเริ่มจับภาพได้ .. แต่ก็สภาพที่อ่อนแรงเต็มที

แต่ถึงแม้จะหลังแถวเพียงใด กองเชียร์ชาวญี่ปุ่นก็ดูเหมือนไม่หมดแรงเชียร์เลย ยังคงยืนเชียร์เสียงดัง “Ganbattene” พยายามเข้านะ .. คำนี้คือคำเดียวที่ฮั้วเข้าใจ คำอื่น ๆ เหมือนเสียง soundtrack ที่ไม่มีคำแปล แม้ไม่เข้าใจแต่ท่าทางยังสื่อถึงกัน ยิ่งไม่ค่อยมีคนเดินข้าง ๆ ก็ยิ่งต้องหันไปยิ้มขอบคุณ .. ตอนนี้เริ่มลดแว่นลงมาใส่ เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่ากำลังเดินไป ร้องไห้ไป มันเจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ

เริ่มทำใจ

ผ่านกิโล 28 เห็นรถบัสอยู่ฝั่งตรงข้าม ใกล้เข้ามาแล้วสินะ (แอบนึกว่าจะข้ามถนนไปขึ้นดีไหมเนี่ย แหะๆ) และตอกย้ำด้วยป้ายจากผู้จัดที่เขียนว่า จะ cut-off ที่กิโล 30 ณ เวลา 13:56 น. (เวลาโดยประมาณ 4 ชั่วโมง 46 นาทีจากเวลาสตาร์ท) ก้มลงมองนาฬิกา อีก 2 กิโลเมตรกับเวลาประมาณ 10 กว่านาที เจ้าหน้าที่บอกให้เร่ง ถ้าเป็นสภาพปกติ ฮั้วคงเร่งได้ แต่ตอนนี้แค่เดินยังทรมาน .. ถึงแม้ไม่โดนรถบัสเก็บ แต่ก็ไม่ทันเวลาที่เค้ากำหนด

จำได้ว่าตอนที่ถ่ายรูปนี้ที่กิโล 28 เพลงของตูนบอดี้แสลมก็ดังขึ้นมาในสมอง “จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าชั้นนั้นต้องไปต่อไป” … ตอนนั้นมันสิ้นหวังแล้ว เพราะขาเริ่มเดินไม่ได้ และก็เดินเป็นคนท้าย ๆ ของขบวนแล้ว กองเชียร์ข้าง ๆ ก็ยังตะโกน “ganbatte” ได้แต่หันไปยิ้ม ขอบคุณนะ ขอบคุณ ขอบคุณที่ยังให้กำลังใจจนหยดสุดท้าย

ความหวังริบหรี่

พอเดินมาถึงจุดกิโลที่ 30 เจ้าหน้าที่ก็ปิดเส้นทาง นำไปที่รถบัสที่จอดรอข้างทาง แต่ยังมีกองเชียร์ที่ยืนปรบมือให้ เหมือนเราผ่านสมรภูมิรบมาหยก ๆ ทั้ง ๆ ที่เราไปไม่ถึงเส้นชัยแท้ ๆ

กิโลเมตรที่ 30 – DNF

เดินคอตกไปกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ขึ้นรถบัส บรรยากาศเงียบสนิท ไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไร แต่ที่แน่ ๆ มีเสียงร้องไห้กระซิก ๆ ของฮั้วตลอดระยะทางที่เดินทางกลับสู่ Tokyo Big Sight (ซึ่งเป็นเส้นชัย) .. ในหัวคิดเรื่อยเปื่อย ทั้งเสียใจ เศร้าใจ (ถึงแม้จะมีเวลาทำใจมากว่า 20 กิโลเมตร) แต่พอโดนเก็บเข้าจริง ๆ ก็ยังเสียใจ เสียดายโอกาส แต่ไม่เป็นไร จะกลับไปใหม่ จะกลับไปเข้าเส้นชัย เอาผ้า finisher ให้ได้ (ที่นี่ไม่ได้ให้เป็นเสื้อ finisher แต่ให้เป็นผ้าขนหนูและเหรียญแทน)

ส่ง message ไปหาพี่เหมียวว่าขึ้นรถแล้ว หลังจากพี่เหมียวรอมานาน .. แต่ท้ายที่สุดพี่เหมียวเจ็บเข่ามากจากการนั่งรอ เลยขอกลับโรงแรมก่อน .. ดีละ ไม่อยากให้พี่เหมียวเห็นฮั้วในสภาพนี้

สถิติการวิ่ง

หลังจากมาถึงที่จุดรับของ ก็มีเจ้าหน้าที่แจกผลไม้และน้ำ และสุดท้ายก็ไปเอาเสื้อผ้าที่ฝากไว้ การจัดการช่างดูเป็นระเบียบ เดินไปที่หมายเลขรถ (ที่เราฝาก) เจ้าหน้าที่ก็ไปเอาถุงมาให้ .. หลังจากแต่งตัวเสร็จก็เดินตามฝูงชน วกเวียนไปเรื่อย ๆ กว่าจะออกมาข้างนอกได้ ก็ปาไปกว่าครึ่งชั่วโมง .. ถ้าเป็นสภาพปกติก็คงสนุกดี บรรยากาศกำลังสนุก มีคนเชียร์ตอนจบ มีถ่ายรูปกับเวลาที่จบ มีครอบครัวมารอรับตอนขาออก (ซึ่งแยกกันไว้ด้านนอก ห้ามเข้าไปด้านใน)

แต่ตอนนี้เหมือนเหลือตัวคนเดียว ขาก็เจ็บมาก บันไดเลื่อนก็เสีย แถมยังต้องมาเดินนานทั้ง ๆ ที่เจ็บเพื่อระยะทางนิดเดียว คนอื่น ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้า ถ่ายรูปกับเหรียญ มีผ้าขนหนู finisher ห้อยคอ .. ส่วนฮั้วเดินถือถุงใหญ่ เดินกะเผลก คอตก มันโคตรหดหู่เลย

รับของ

มีคำกล่าวว่ามาราธอนเนอร์จะทะเลาะกับบันได .. แต่นักวิ่งไม่จบแต่เจ็บอย่างฮั้วแค่เดินทางราบก็ทรมานแล้ว ยังต้องมากะเผลกขึ้นลงบันไดเนี่ย โคตรอยากจะกรี๊ดเป็นภาษาญี่ปุ่น .. รถเข็นอยู่ไหน ขอเหอะ

ของแจกและบรรยากาศหลังวิ่ง

แต่ถึงยังไง ถึงแม้การวิ่งครั้งจะไม่จบ (แถมเจ็บหนักกว่าเดิม) ก็ยังเป็นการวิ่งที่ประทับใจ ประทับใจทุกกิโลเมตรจากผู้จัดงาน volunteer (ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุด้วย) กองเชียร์ นักวิ่งที่มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เกลือแร่ อาหาร ห้องน้ำ การปิดถนน ความร่วมมือของคนในท้องถิ่น ทุกอย่างไม่มีที่ติ (มีอย่างเดียว ขอภาษาอังกฤษเพิ่มได้ไหม) .. ฮั้วจะกลับมา กลับมาทำให้ดีกว่าเดิมให้ได้

ขอโทษเพื่อน ๆ นะคะ ที่คราวนี้ไม่สามารถเอาเหรียญมาให้ดูได้ .. จบที่ 30 กิโล เวลาทั้งหมด 4 ชั่วโมง 37 นาที (net time) 

สถิติแต่ละ Lap

สรุปงานวิ่ง

  • ถึงแม้งานวิ่งจะราคาสูงกว่างานในเมืองไทย แต่คุ้มค่าที่ซักครั้งควรจะไปวิ่ง อาจจะไม่ต้องทำเวลาให้ดีเลิศ เพราะวิ่งไปเรื่อย ๆ ดูบรรยากาศก็คุ้มแล้ว
  • งาน Expo ยิ่งใหญ่ ของมีเยอะกว่าสิงคโปร์อีก เตรียมไปเท่าไหร่ แต่ไม่ห้ามใจมีหมดกระเป๋า .. ของราคาถูกกว่าภาคพื้นบ้านเรา แถมมีแบรนด์เยอะมาก
  • น้ำมีทุก 2 กิโล เกลือแร่มีทุก 5 กิโล อาหารจะอยู่กิโลหลัง ๆ ประมาณ กิโลที่ 17 ขึ้นไป
  • ห้องน้ำมีทุกประมาณ 5 กิโล แต่จะเข้าตามร้านสะดวกซื้อตามข้างทางก็ได้
  • หน่วยพยาบาลมีทุก 5 กิโล
  • เจ้าหน้าที่มีจำนวนเยอะมาก คอยสอดส่องช่วยเหลืออย่างดีเยี่ยม
  • ป้ายหลักกิโลไม่ได้มีทุกกิโล แต่จะมีสแกนทุก 5 กิโล
  • กองเชียร์เรียกว่าเต็มสองข้างทางตลอดการวิ่ง สุดยอด!!!
  • การแสดงมีเป็นระยะ ๆ ทำให้เพลิดเพลินดี
  • งานวิ่งโตเกียวมาราธอนเป็นงานวิ่งที่คนมักจะใส่คอสตูมวิ่ง (อาจจะเพราะอากาศหนาว) แต่เราจะได้เห็นนักวิ่งที่จัดเต็ม หรือแม้กระทั่งใส่ผ้าเตี่ยวตัวเดียววิ่งก็มี .. ที่ฮั้วเห็นคือ ใส่ชุดเหมือนไปเล่นเซิร์ฟบอร์ด เสื้อไม่ใส่ ใส่กางเกงตัวเดียว รองเท้าไม่มี แบกบอร์ดวิ่งด้วย
  • หลังจากเข้าเส้นชัย การเดินในตัวอาคารวกวนเกินไปหน่อย .. แต่เข้าใจว่าเป็น strategy ให้คนไหลช้า ๆ เพราะจำนวนคนเยอะ
ตารางในแต่ละระยะ
About Hua Runner-Blogger (107 Articles)
นักวิ่ง นักไตร .. รักการเดินทางสายสุขภาพ เริ่มจากการวิ่ง พัฒนาไปไตรกีฬา ต่อไป ใครจะรู้

16 Comments on Tokyo Marathon 2014 – The Day I remember

  1. Takara_toon // May 5, 2016 at 10:41 PM // Reply

    ทำให้ผมอยากไปวิ่งเลยครับ … ผมเพิ่งทำ Half Marathon ได้เอง

    ไม่รู้ว่าเค้าจะตอบรับให้เข้าร่วมไหม.

    แต่อยากกลับไปโตเกียวเพื่องานนี้จริงๆ. ^^

  2. ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าเข้าของกระทู้เจ๋งมากๆครับ คือผมมีเรื่องจะปรึกษษาอ่าครับ พอดีผมพลาดงาน Tokyo Marathon 2015 ไปแล้ว ส่วนงานที่ นาโกย่าก็คิดว่าสมัครไปไม่ทันละครับ เลยอยากจะทราบว่า เราจะทราบได้อย่างไรครับว่า tokyo Marathon ในปีถัดไป เขาจะเปิดรับสมัครในช่วงเดือนไหนอ่าครับ (สำหรับคนต่างชาติที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นอ่าครับ) ขอบตุณมากครับ

  3. สู้ต่อไปครับ

  4. เป็นกำลังใจให้ครับ คุณฮั้ว

  5. ปรบมือให้กับใจที่สู้ไม่ถอยครับ แค่นี้ก็ชนะใจคนเชียร์แล้วครับ แต่รับรู้ถึงความทรมานและความผิดหวังเลยครับ (มาราธอนที่ผมเพิ่งไปมาครั้งเดียวของผมก็เจ็บ แต่ยังดีที่จบ)….สู้ๆ ครับ กลับไปอีกทีเชื่อว่าคุณฮั้วจะวิ่งด้วยความสุข และเข้าเส้นชัยไปอย่างงดงามครับ

  6. “ความคับแค้นในใจมันเอ่อมาที่ตา..”
    อ่านจบแล้ว ความซาบซึ้งในความพยายามของพี่ฮั้วก็ทำเอาน้ำตาเอ่อเหมือนกัน
    เป็นกำลังใจให้พี่ฮั้วในสนามหน้าและสนามต่อๆไปครับ

  7. ไว้ต่อภาคสองปีหน้า

  8. Miaow da WildCat // March 18, 2014 at 3:44 PM // Reply

    ohhhh babie+ hua.. อ่านแล้วน้ำตาซึมเลย วิ่งมาก็หลายที่ งานนี้ขอบอกว่ามีอะไรที่ emotional มากๆ สิ่งนึงที่นักวิ่ง 42k มีเหมือนกันคือใจอันแกร่งสุดขีด ใจอันสู้และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่สิ่งที่ยากสุดคือ ยอมที่จะหยุดเมื่อเจ็บ (มาก) ยากมากเช่นกันสำหรับเราที่จะหยุดแถวๆวัง imperial palace (เลือกที่หยุดขอสวยๆนิสนุง อิอิ) เป็น 12k ที่ once in a life time บ้าไปแล้ว วิ่งกะเฝือก hahaha.. ปีหน้าไปนาโกย่ากันนะ (ห้ามงอแงขอซ้ำโตเกียวด้วย) กอดๆๆๆๆๆๆๆๆ you are REAL the champion ja.. 🙂

  9. อ่านจบแล้ว ร้องไห้ไปด้วยเลย เป็นกำลังใจให้ฮั้วนะครับ ปีหน้าถ้าโชคดีจับสลากได้จะไปวิ่งบ้าง (แอบจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว เค้าคงไม่เลื่อนสัปดาห์ที่จัดนะ)

    • ขอบคุณนะคะ ตอนเขียนก็ยังร้องไห้ เจ็บปวดใจอะ ..

      ฮั้วคงส่งใบสมัครไปทั้งสองที่ทั้งโตเกียวและนาโกย่า แล้วค่อยดูอีกทีว่าพี่เหมียวได้ที่ไหนค่ะ

      ส่วนตั๋วน่าจะเลื่อนได้มั้ง (หรือเปล่า) ^_^

    • ตั๋วจองแบบถูกที่สุดช่วง Promotion ของ AirAsia ไป ไม่น่าจะเลื่อนได้นะ ไปกลับ 8 พันกว่าบาทเอง หุหุ

3 Trackbacks & Pingbacks

  1. Roboman 2014 – ก้าวแรกสู่ไตรกีฬา ร่วมทีมด้วยใจ Go Tri ด้วยกัน | Runner-Blogger
  2. ประเมินผลงานระหว่างปี 2014 | Runner-Blogger
  3. Osaka Marathon .. 42.195 กิโลแห่งความสนุก | Runner-Blogger

Leave a comment

Your email address will not be published.


*