Ultra 10 Hr Marathon 2015 .. งานรวมคนบ้าวิ่ง

งานวิ่งอัลตร้ามาราธอนสิบชั่วโมงคืออะไร

เรียกสั้น ๆ ว่างานวิ่งสวนพฤกษ์เพราะจัดโดยชมรมสวนพฤกษ์ 99 นั่นเอง งานวิ่งนี้จัดมายาวนานเป็นปีที่ 6 แล้ว จะจัดกันประจำในวันอาทิตย์แรกของเดือนพ.ค. ของทุกปีที่สวนนวมินทร์ภิรมย์ บึงกุ่ม ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 พ.ค. 2558

งานจะเริ่มเวลา 6.00 น. – 16.00 น. เป็นระยะเวลา 10 ชั่วโมง นักวิ่งจะวิ่งวนในสวนซึ่งมีระยะทางโดยรอบประมาณ 2.1 กิโลเมตร วิ่งวนไปเรื่อย ๆ ให้ได้รอบมากที่สุด ถ้าสุดท้ายแล้วใครรอบเท่ากันจะตัดกันที่เวลาที่เข้าเส้นชัย (งานวิ่งไม่ได้บังคับว่าต้องวิ่งตลอดเวลา คุณจะวิ่ง จะพัก จะนอนแล้วขึ้นมาวิ่งต่อก็ได้)

เพียงวิ่งให้ครบ 30 รอบสวน (ประมาณ 63 กิโลเมตร) ก็จะได้ถ้วยรางวัลเป็นที่ระลึกกลับบ้าน แต่ถ้าติดอันดับนักวิ่งที่ได้รอบมากที่สุดในระยะเวลาน้อยที่สุด อันดับ 1 – 100 ก็จะได้เสื้อ Finisher ติดมือกลับบ้านด้วยเช่นกัน แต่ถ้าวิ่งไม่ถึง 30 รอบ ก็จะไม่ได้รางวัลอะไรกลับบ้านเลย

นอกจากเป็นงานที่รวม “คนบ้าวิ่ง” แล้ว ยังเป็นงานปิกนิกประจำปีของนักวิ่ง แทบจะทุกชมรมจะมาตั้งเต๊นท์ ปูเสื่อ เชียร์นักวิ่ง นำอาหาร น้ำ ขนม ผลไม้มาเอื้อเฟื้อแก่นักวิ่งในทีมของตนและทีมอื่น ๆ บางคนไม่ได้วิ่งก็มานั่งเชียร์ ถ้าคุณเป็นนักวิ่ง งานนี้เป็นงานที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด (ถึงแม้จะเป็นนักวิ่งที่ไม่สังกัดชมรมใด ๆ ก็ตาม)

ไม่ว่าคุณจะบ้ามากวิ่งแบบเดี่ยว (10 ชั่วโมงคนเดียว) หรือจะบ้าน้อยวิ่งแบบทีม (2.5 ชั่วโมงต่อคน / หนึ่งทีมประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสี่คน และต้องมีผู้หญิงหนึ่งคนในทีม) คุณก็หนีไม่พ้นที่ต้องวิ่งท่ามกลางอากาศร้อนจัด โดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะอยู่ที่ 34 – 44 องศาเซลเซียส

รับแรงบันดาลใจในปี 2014

ทำไมถึงอยากบ้า

ฮั้วรู้จักงานนี้ครั้งแรกปี 2013 ปีนั้นไปจัดที่ท้องสนามหลวงและวิ่งกัน 9 ชั่วโมง .. ฮั้วไม่ได้ไปในปีนั้นแต่ติดตามผลการวิ่งของเพื่อน ๆ ผ่านทางหน้าเฟสบุ๊ค ตอนนั้นฮั้วก็เหมือนเพื่อน ๆ แหละค่ะ คิดว่า “คนพวกนี้ต้องบ้าแน่ ๆ ไปวิ่งกลางแดดกันทำไมตั้ง 9 ชั่วโมง”

ปี 2014 ฮั้วได้ร่วมงานอัลตร้าที่จัดที่สวนนวมินทร์ภิรมย์เป็นแบบ 10 ชั่วโมงตามเดิม สมัครเพราะลงแบบทีม หนึ่งทีมประกอบด้วยนักวิ่ง 4 คน วิ่งกันคนละ 2.5 ชั่วโมง ..ฮั้วคิดแค่ว่าไปวิ่งสนุก ๆ เพราะตอนนั้นยังไม่หายเจ็บดี ยังวิ่งได้ไม่เท่าไหร่ แต่การไปครั้งนั้นกลับได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากการนั่งดูนักวิ่งคนอื่น ๆ ที่วิ่งกันอย่างไม่ท้อถอย

หลังจากกลับจากงานในวันนั้น ฮั้วก็ตั้งใจไว้ว่า “ปี 2015 จะขอลงวิ่งเดี่ยวในงานนี้ซักครั้ง”

ฮั้วเฝ้ารอการเปิดรับสมัครของงานนี้มาเกือบปี เมื่อทางผู้จัดเปิดรับสมัคร ก็ลงชื่อสมัครทันใด และโชคดีที่ตัดสินใจสมัครรวดเร็ว เพราะหลังจากเปิดรับสมัครไม่กี่วัน ผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากนักวิ่งเต็มโควต้าที่รับได้ .. นักวิ่งสายโหดมากันเต็มอัตราเลยในปีนี้

ระหว่างวิ่งน้อง ๆ ก็เฮฮา

349 Run For Nepal Project

หลังจากสมัครแล้วก็ซ้อมเต็มที่เตรียมรับงานนี้ … เปล๊า เปล่าค่ะ เรื่องจริงคือซ้อมน้อยมาก อาจจะเพราะผิดจังหวะไปนิด ปีนี้ฮั้วสนุกกับการซ้อมไตรกีฬา และการซ้อมนั้นต้องแบ่งเวลาให้กับการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง จึงไม่สามารถทุ่มเทซ้อมวิ่งได้เหมือนเมื่อก่อน

หลังจากวิ่ง TNF100 เมื่อปลายเดือนมกราคม ฮั้วก็วิ่งเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 วัน ทั้งเดือนสะสมระยะไม่เกิน 100 กิโลเมตร พอยิ่งใกล้วันแข่งงานนี้ ก็เริ่มไม่อยากจะวิ่ง ถ้าไม่ได้ซ้อม ก็ไม่อยากลงแข่ง เพราะรู้ว่าเป็นคนประเภทที่วันแข่งจะทำเต็มที่ กลัวพลาดพลั้งเผลอทำให้เจ็บ แล้วพลาดงานอื่น ๆ ที่ตั้งใจไว้ ยิ่งเห็นคนอื่น ๆ เค้าขายบิบกัน ฮั้วก็เริ่มคิดอยากจะขายบิบบ้าง ยิ่งใกล้วันหางก็เริ่มจุกตูด ต้องเริ่มตัดสินใจแล้วนะ

แต่หลังจากที่เกิดเหตุที่เนปาล พวกเราในทีม 349 Running ก็คุยกันว่าอยากทำโปรเจ็คเพื่อช่วยเหลือเนปาลโดยใช้ความถนัดของพวกเรา นั่นก็คือ “การวิ่ง” จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา และพวกเราก็นำอุปกรณ์กีฬาออกมาประมูลหรือให้ฟรีกับผู้ที่อยากได้ เพียงแค่เค้าเหล่านั้นบริจาคเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่กล่องบุญนี้

เมื่อมี “เหตุผล” ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการวิ่งเพื่อพิสูจน์ความบ้าของตัวเอง ฮั้วเลยตั้งใจที่จะวิ่งให้อย่างน้อย 63 กิโลเมตร ทั้ง ๆ ที่ในใจก็ยังหวั่น ๆ เพราะไม่เคยซ้อมยาวเลย และระยะสะสมก็น้อยนิด

น้อง ๆ มาเชียร์และซัพพอร์ทนักวิ่ง

Race Day – It’s all about Strategy!

พวกเราขนอาหารมาที่เต๊นท์กันตั้งแต่ตีห้า จัดเตรียมอุปกรณ์กีฬาที่จะนำมาประมูล จัดเตรียมพื้นที่สำหรับคนที่ลงเดี่ยว 10 คน และทีมอีก 2 ทีม ..หลังจากติดชิพและบิบแล้วพวกเราก็เดินไปที่จุดสตาร์ท ซึ่งก็ใกล้เวลาปล่อยตัวพอดี

โชคดีที่ฮั้ววิ่งกับพี่เจ๋งบ่อย เลยได้ฟังได้ปรึกษาเรื่องการวิ่งระยะไกลมาบ้าง ก่อนจะวิ่งวันนี้ก็คิดถึงแผนการวิ่งว่าจะวิ่งอย่างไรดีให้รอดปลอดภัยตลอด 10 ชั่วโมง ควรจะเก็บระยะให้ได้เยอะ ๆ ก่อนดี หรือจะไปช้า ๆ เรื่อย ๆ ดี อันนี้ต้องแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคน ..หลังจากพิจารณาในเรื่องความอ่อนซ้อมของตัวเองแล้ว ก็คิดว่างานนี้ชั้นควรจะไปช้า ๆ

เมื่อเสียงสัญญาณหวูดดังขึ้น ฮั้วก็เริ่มวิ่งไปเรื่อย ๆ ทำตามแผนที่จะวิ่งช้า ๆ และหยุดเดินเมื่อถึงสะพานทั้งสองสะพาน ฮั้วถือขวดน้ำเล็ก ๆ ติดตัวไปด้วย ตั้งใจว่าจะจิบน้ำเรื่อย ๆ ไม่รอจนกระหายน้ำ เพราะอากาศร้อนมาก ร่างกายจะเสียเหงื่อเยอะ ถ้ารอครบรอบแล้วค่อยทานน้ำ จะเสียเหงื่อมากเกินไป และอาจเผลอกินน้ำมากเกินไปในแต่ละรอบ

ทุกรอบฮั้วจะต้องหยุดพักที่เต๊นท์ 349 ระหว่างพักจะกินผลไม้เล็กน้อย ดื่มเกลือแร่ หรือดื่มน้ำหวานเป็นการเติมพลังงาน จะไม่กินแบบหนักเพราะนั่นจะทำให้จุกได้ ถึงแม้อยู่ระหว่างพักจะไม่นั่งนาน จะใช้การยืน การเดิน เพื่อให้ขายังตื่นตัวอยู่

และทุกรอบฮั้วจะแวะราดน้ำที่หัว เอาฟองน้ำสองก้อนใส่ไว้ที่บ่าทั้งสองข้าง (นักวิ่งหลาย ๆ คนแซวว่าเหมือนอเมริกันฟุตบอล หรือกำลังใส่บั้ง) แต่รู้ไหมคะ วิธีนี้ทำให้ฮั้วรอดพ้นการวิ่งกลางแดดมาหลายงานแล้ว ฟองน้ำชุ่มไปด้วยน้ำเย็น ๆ วางไว้ตรงจุดที่โดนแดดเผาง่ายสุด ..ก้อนฟองน้ำจะป้องกันให้ผิวบริเวณนั้นไม่แสบ และถ้าร้อนเมื่อไหร่ก็แค่บีบน้ำให้ไหลออกมา เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำเย็น พอครบรอบก็แห้งพอดี พร้อมจะราดใหม่ ฮั้วบอกได้เลยว่าไม่ว่าแดดวันนั้นจะแรงขนาดไหน ฮั้วก็ไม่รู้สึกร้อนเลยค่ะ

เปียกชุ่มทั้งตัวแต่ช่วยลดความร้อนได้ดี

รอบแรก ๆ ฮั้วใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงไปด้วย แต่วิ่งไปซักสองชั่วโมง เริ่มรำคาญสายเลยถอดออก เรียกได้ว่า เป็นการวิ่งครั้งแรกที่วิ่งยาวแบบไม่ฟังเพลง ซึ่งน่าแปลกใจที่ทำได้ด้วย ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แค่เอาใจไปจดจ่อที่การวิ่ง และทางข้างหน้าก็สามารถผ่านแต่ละชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว

ช่วง 5 ชั่วโมงแรกเฮฮามาก ทำได้ตามแผนทุกอย่าง มีแวะเต๊นท์ทีมอื่น ๆ เพื่อกินไอติมบ้าง แต่ระยะทางก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่วางไว้ เพซวิ่งนั้นช้ากว่าระยะเวลาวิ่งมาราธอนปกติอีก เฉลี่ยอยู่เพซ 7 กว่า ๆ บางรอบก็ช้ามากขึ้นอยู่กับว่าหยุดกินบ่อยแค่ไหน อิอิ ..แต่ที่สำคัญ ฮั้วจะคุมการหายใจให้ไม่เกิดอาการหอบ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าหายใจเริ่มหอบ ฮั้วจะเดินเพื่อให้ร่างกายได้พัก แล้วค่อยวิ่งเหยาะ ๆ ใหม่

การแต่งกายก็จัดมาเต็ม เสื้อทีมที่ใส่ในงานวิ่งระยะมาราธอนทุกงานเพราะเนื้อผ้าตัวนี้ระบายเหงื่อดี กระชับ ไม่เสียดสีตัว..ใส่ปลอกแขน Omni-Freeze Zero ของ Columbia เพราะชอบที่เมื่อโดนน้ำหรือเหงื่อออกแล้วเย็น.. ใส่หมวกแบบปิดหัว เนื้อผ้าบางเบาของ TNF (เลือกไม่ใส่ Visor อย่างที่เคย) เพราะอากาศร้อน แดดจ้า ฮั้วอยากให้ผ้าปิดแดดที่จะส่องกระทบหัวโดยตรง แต่ต้องระบายเหงื่อและระบายน้ำได้ดี เบา และไม่บีบ เผื่ออยากจะเอาฟองน้ำหรือน้ำแข็งใส่ในหมวก

กางเกงเลือกใส่ขายาวเพราะจะปกปิดร่างกายจากแดด .. ใส่ถุงเท้าแบบห้านิ้ว Injinji แบรนด์โปรด และนำมาอีกเผื่อเปลี่ยนด้วย ..​รองเท้าเลือกใช้รองเท้าหน้ากว้างเท่าที่จะมี จึงเลือก Altra One2 ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่มีแบรนด์ไหนจะให้ความกว้างของหน้าเท้าได้ขนาดนี้อีกแล้ว และ Skechers GORunRide 3 ที่เป็นรองเท้าคู่ใจแต่ไหนแต่ไร ..​ใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์กว้างหน่อยปิดผิวหนังบริเวณรอบตาได้อย่างดี

จัดอุปกรณ์มาเต็ม

แต่ถึงแม้จัดเต็มขนาดนี้ เมื่อวิ่งไปนาน ๆ ราดน้ำบ่อย กางเกงเจ้ากรรมก็เสียดสีที่ง่ามขา (ตัวนี้หลวมไปนิดนึงเลยเสียดสีโดนผิวหนัง เอ๊ะ หรือต้นขาจะใหญ่จัด) วิ่งไปก็แสบไป และพอครบ 5 ชั่วโมง รองเท้า Altra เปียกแฉะ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนรองเท้า .. แต่หลังจากวิ่งมานาน เท้าขยายใหญ่ พอมาใส่ Skechers เลยรู้สึกแคบไปถนัดใจ ทนวิ่งไปได้อีก 2 ชั่วโมง ก็กลับมาใส่ Altra อีก (บอกแล้วว่าแบรนด์นี้หน้าเท้ากว้างจริง ใส่สบาย) ^_^

อาการเจ็บมาเยือน จะต่อหรือจะหยุด?

เริ่มผ่านเที่ยงวัน อาการเมื่อยล้าเริ่มออก น่องตึงบ้างเล็กน้อย แต่ฮั้วใส่ Calf Sleeve ของ Compresssport อยู่ด้านใน เลยทำให้ไม่รู้สึกตึงหรือปวดมากเท่าไหร่ ปัญหาใหญ่ที่มีคือ อาการปวดเข่าซ้าย ซึ่งเป็นแผลเก่าจากงานโตเกียวมาราธอน เพราะข้อเข่าด้านนี้ค่อนข้างหลวม วิ่งระยะไกลครั้งใด ข้างนี้จะมีปัญหาเสมอ รวมไปถึงวัน TNF100 ด้วย พอมันเริ่มเจ็บแปลก ๆ ภาพงานโตเกียวแว๊บขึ้นหัวทันใด .. ซวยละ อย่าเจ็บนะ

ยิ่งทนวิ่งยิ่งเจ็บขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนขาซ้ายจะไม่สามารถรับการลงเท้าได้ ฮั้วตัดสินใจเดินมากกว่าวิ่ง แต่พอเริ่มวิ่งได้ไม่เท่าไหร่ก็ยิ่งปวด ขาเริ่มเป๋ เมื่อเข้าสู่ระยะ 45 กิโลเมตร

ณ จุดนี้ ฮั้วเริ่มชั่งใจว่าจะหยุดดีไหม เหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมงกว่ากับการเก็บระยะฮาล์ฟมาราธอน ถ้าสภาพขาปกติมันคงไม่ยาก อุปสรรคงานนี้ไม่ใช่เรื่องความร้อนเลย แต่เป็นเรื่องอาการเจ็บที่เกิดขึ้น และฮั้วไม่อยากให้มันเรื้อรัง เพราะอีกสองสัปดาห์ถัดไปมีงานพัฒนาไตรกีฬาที่ตั้งใจซ้อมมา

ร้อนแต่สู้

ถ้าหยุด ณ ตอนนี้ อาการไม่เรื้อรังแน่ หายเจ็บเร็วแน่นอน แต่ถ้าดื้อต่อ จะเป็นยังไงต่อไปก็ไม่รู้ เพราะตอนนี้แค่เดินงอเข่าซ้ายยังทำไม่ได้ .. แล้ว Nepal ล่ะ?? แล้วระยะรวมทีมล่ะ?? แล้วแรงอัดฉีดล่ะ??

ถ้าเราหยุด แต่เวลาไม่หยุดนะ ระยะก็ไม่คืบหน้า .. เค้าไม่ได้บังคับให้วิ่งนี่นา ยังเดินได้ไม่ใช่เหรอ ถึงแม้จะช้ามากก็ตาม .. แต่ถ้าเดินก็ยังสามารถเก็บรอบได้เรื่อย ๆ นะ .. อย่าบ่นมาก เดินไม่เจ็บเหมือนวิ่ง เธอจะเลือกนั่งเฉย ๆ ดูเพื่อน ๆ วิ่งเหรอ ..ถ้าเธอนั่ง เธอจะเสียใจที่ทำไม่สุดมั๊ย .. แน่นอนสิ ถึงแม้จะไม่ได้ 63 กิโลเมตร แต่อย่างน้อยก็ยังสะสมระยะช่วยทีมได้นะ ..   เอาวะ เดินช้าๆ หยุดน้อยๆ ค่อย ๆ ไป สู้เว้ยเห้ย!!!

สามชั่วโมงสุดท้าย ฮั้วเดินค่ะ เดินอย่างเดียว หยุดกินน้ำหวานบ้างที่เต๊นท์ น้อง ๆ ในทีมก็จะช่วยพัดวี เติมน้ำให้ คอยหยิบอาหารให้ ฉีดสเปรย์ที่ขา เปลี่ยนรองเท้าก็มีน้อง ๆ เอาชิพไปพันกับรองเท้าคู่ใหม่ให้ เรียกว่าไม่มีทางทำทุกอย่างได้สำเร็จถ้าไม่มีน้อง ๆ มาช่วยซัพพอร์ทเลย ..

น้อง ๆ ช่วยเต็มที่

เหลืออีกชั่วโมงครึ่งจะหมดเวลา นาฬิกาฮั้วแตะ 59 กิโลเมตร แล้วก็ดับไป .. เย้ย เดินก็ช้าอยู่แล้ว ยังไม่มีนาฬิกาไว้ดูเวลาอีก น้องที่นับรอบที่เต๊นท์บอกว่าครบ 27 รอบ .. แต่ ๆ ๆ นาฬิกาพี่บอก 59 กิโล มันต้องเป็นเหลืออีกสองรอบสิ .. เวลากระชั้นเข้ามา บีบหัวใจมาก ฮั้วก็เลยยิ่งตั้งหน้าตั้งตาเดิน เหลือเวลาอีกนิดเดียว เดิน ๆ ๆ ๆ เข้าไป ไม่พูดไม่จากับใคร

ยี่สิบนาทีสุดท้าย น้องที่เต๊นบอกเหลืออีกสองรอบ ..​เฮ้อ ไม่ทันสินะ แต่ไม่เป็นไร เดินจนถึงเส้นชัย ได้เท่าไหนเท่านั้น เดินไปเรื่อย คนข้าง ๆ บอกเหลือสิบนาที บางคนบอกเหลือห้านาที ..​เฮ้ย อยากเดินให้ครบรอบอะ จะทันไหมเนี่ย .. ทั้ง ๆ ที่ขาซ้ายยกไม่ได้ ก็ลากมันไป ลากให้เร็วขึ้น เอาให้ถึง นักวิ่งรอบข้างเร่งสปีด เพื่อเก็บรอบสุดท้ายให้ได้ ทุกคนวิ่งเข้าเส้นชัย มีแต่ฮั้วที่เดินก็มันทำได้แค่นี้อะ อยากจะวิ่งเหมือนกันนะ แต่มันไม่สามารถทำได้ สมเพชตัวเองสุด ๆ ..

พอเข้าใกล้เขตเส้นชัยก็เห็นว่ายังเหลืออีก 4 นาที เย้ ๆ ๆ ได้อีกหนึ่งรอบแล้ว จบซะที .. ผิดหวังไปบ้าง อย่างน้อย วันนี้ก็ทำเต็มที่แล้ว เรื่องอาการเจ็บค่อยไปว่ากันอีกที อย่างน้อยก็ไม่ฝืนวิ่งให้เจ็บขึ้น น่าจะหายได้เร็ว

หลังจากคืนชิพก็เดินกลับเต๊นท์เลย และน้อง ๆในทีมโทรมาบอกว่าได้ครบ 30 รอบและได้ถ้วยด้วย ..​เย้ !!!! อย่างน้อยความพยายามก็ไม่สูญเปล่าซะทีเดียว ดีนะที่สู้เต็มที่ แต่ก็ฝากน้องรับให้เลยละกันนะ พี่เดินกลับไปไม่ไหวแล้ว ^_^

ถ้วยแห่งความบ้า

ขอบคุณเพื่อน ๆ ในทีมทุกคนที่ผลักดันทำให้ฮั้วสู้จนจบ.. ขอบคุณทีมซัพพอร์ทที่ช่วยเหลือเรื่องอาหาร เครื่องดื่มและอำนวยความสะดวกทุกวิถีทาง .. ขอบคุณผู้จัด สต๊าฟ และสปอนเซอร์ทุกคนที่จัดงานปิกนิกให้นักวิ่งได้ทำสิ่งบ้า ๆ ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องชิพก็ตาม .. ขอบคุณชมรมวิ่งทุกทีมที่ร่วมสร้างบรรยากาศสนุก ๆ ในงานวันนี้ .. ขอบคุณลุงหวงที่มายืนปรบมือให้กำลังใจตลอดทั้งวัน

ฮั้วหวังว่าเพื่อน ๆ ที่ได้มาร่วมงานในปีนี้จะเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจติดตัวกลับไปด้วย เหมือนเช่นฮั้วที่ได้สิ่งนั้นติดมือมาเมื่อปีที่แล้ว ถ้าใครสงสัยว่าพวกบ้านี่มาวิ่งกลางแดดทำไม คำตอบบางอย่างมันต้องออกไปค้นหาด้วยตัวเอง บางครั้งการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวเอง ก็ทำให้การเดินทางนั้นดูมีคุณค่าที่จะสู้ต่อ .. แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า “10 Hour Ultra Marathon 2016” ..

“If you are losing faith in human nature, go out and watch a marathon.. โดย Kathrine Switzer”

 

About Hua Runner-Blogger (103 Articles)
นักวิ่งสายอุปกรณ์ดีเด่น ไม่จัดเต็มวิ่งไม่ออก กำลังสนใจจะ Go Tri

4 Trackbacks & Pingbacks

  1. Race Report : Pattana Triathlon 2015 | Runner-Blogger
  2. The Road to IRONMAN 70.3 Bintan 2015 | Runner-Blogger
  3. Review – Altra ONE 2 | Runner-Blogger
  4. Race Report : แหลมแม่พิมพ์ไตรกีฬา 2015 | Runner-Blogger

Leave a comment

Your email address will not be published.


*