PAT Mini Marathon 2016

วันแข่ง 29 พฤษภาคม 2559

งานการท่าฯ งานที่ปีที่แล้วก็ลงไว้แต่ติดว่าเจ็บเลยไม่ไปแข่ง ปีนี้ลงอีกครั้งด้วยจุดประสงค์คือ วิ่งฟรุ้งฟริ้งถ่ายรูป แต่โดนคำสั่งจากโค้ชให้วิ่งเต็มที่เพื่อทำ time trial .. ตั้งแต่วิ่งมาไม่เคยต้องเทสต์เพซวิ่ง แต่โดนโค้ชคนใหม่คอมเมนท์ว่า “นี่ไม่เคยแข่งแบบเต็ม max เลยใช่ไหม .. งานพัฒนายังเหลือนิ” .. แหม แข่งเต็มแม็กซ์เป็นยังไง ก็ชั้นก็วิ่งๆ ไป มันก็ต้องเผื่อแรงหรือเปล่า เหลือก็ใส่ แค่ไม่เคยใส่เต็มที่ตั้งแต่แรกก็เท่านั้น

แต่เพื่อให้วางแผนการซ้อมได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง งานนี้เลยโดนให้เทสต์ว่าเพซปัจจุบันอยู่ตรงไหนกันแน่ โดยโจทย์คือต้องวิ่งเต็มที่ตั้งแต่กิโลแรก .. อ่านโจทย์แล้วเครียดสิครับ วิ่งเต็มที่ตั้งแต่กิโลแรกมันคืออะไร แล้วมันจะเหลือพอวิ่งจนกิโลสุดท้ายเหรอ แล้วเพซควรจะเป็นเท่าไหร่ล่ะ แล้ว แล้ว แล้ว … คำถามในหัวเต็มไปหมด

สัปดาห์ก่อนแข่งก็ไม่ค่อยซ้อมอยู่แล้ว ใจไม่อยากซ้อม ไม่อยากแข่ง ไม่อยากวิ่ง ว่าย ปั่น ไม่อยากลงไตรกีฬา .. คืนก่อนแข่งแอบเครียด แล้วตรูจะทำได้ไหม จะเอาอะไรไปเทสต์กับเค้า โค้ชจะผิดหวังไหมถ้าสุดท้ายจะทำไม่ได้

เดินทางไปแข่งด้วยอารมณ์มู๊ดดี้สุด ๆ ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากไปอยู่ตรงนั้น แต่ไปด้วยหน้าที่ที่ต้องไปทำ ไปทำให้มันจบ ๆ ไป .. ระหว่างรอปล่อยตัว ใจก็เริ่มเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นบอกกับพี่เจ๋งว่า “อยากจะอ๊วก ไม่อยากวิ่งเลย” ไม่อยากจะเชื่อว่าวิ่งมาหลายปี จะมีอาการแบบนี้ในวันแข่ง .. พี่เจ๋งแนะนำว่าให้วิ่งให้สบาย ยูไม่ต้องเครียด ออกตัววอร์มเบา ๆ ไปก่อน (เพราะก่อนวิ่งไม่ได้วอร์มอัพ) .. ในใจพยายามทำสมาธิสุด ๆ เรื่องอะไรกวนใจพยายามตัดมันออกไป หน้าที่ตอนนี้ของชั้นคือวิ่ง ค่อย ๆ ดูไปในแต่ละกิโลเมตร

สัญญาณปล่อยตัว .. ฮั้วก็วิ่งพุ่งออกไป พยายามหาพื้นที่ของตัวเอง ลืมว่านัดกับพี่เจ๋งไว้ว่าจะวิ่งด้วยกันไปซะสนิท แต่เอาเหอะ มั่นใจว่าพี่เจ๋งคงตามมาด้านหลังแน่ ๆ .. เมื่อได้พื้นที่ของตัวเองก็ก้มมองนาฬิกา “เฮ้ยเพซสี่กว่า ๆ ต้องผ่อนละ จะมาสปีดไวกว่านรกอะไร ณ ตอนนี้ ระยะทางอีกยาวไกล เก็บไว้ก่อน”

ดั่งคาด พี่เจ๋งตามหลังมาแล้วมาวิ่งนำข้างหน้า ฮั้วทำได้แค่พยายามโฟกัสที่พี่เจ๋งและวิ่งตามห่าง ๆ ไม่ใช่เพราะอยากวิ่งห่าง แต่วิ่งตามไม่ทัน .. ไหนพี่ว่าจะวอร์มอัพไง .. ไหนพี่ว่าจะ negative split .. split อะไรเพซห้าตั้งแต่กิโลแรก!!!

ผ่านพ้นกิโลแรกไป การหายใจเริ่มเข้าที่ รู้ตัวว่าหายใจแรงและหอบ รอบขาเริ่มอยู่ในจังหวะตัวเอง เพลงในหูก็ใส่บีทเร็วมาเต็มที่ ตามองไปข้างหน้า พยายามวิ่งตามพี่เจ๋ง .. แอบดีใจที่ถึงโต๊ะน้ำแรก รีบสปีดขึ้นมา วิ่งเข้าไปหยิบแก้ว เดินจิบน้ำไปสองจิบ โยนแก้วทิ้ง แล้ววิ่งต่อ .. ฮั้วเดินรับน้ำทุกโต๊ะ (เฉลี่ยทุก 2.5 km) เป็นการเดิน หยิบแก้ว จิบน้ำ โยนทิ้ง แล้ววิ่งต่อ

โว๊ะ มีสะพานด้วยว่ะ เอนตัวไปข้างหน้า ใช้ต้นขามากขึ้น พยายามไม่ให้สปีดตก โฟกัสที่ท่าวิ่ง ยังคงเชื่อว่าถ้าคุมท่าวิ่งได้ ไม่ว่าเหนื่อยขนาดไหนก็จะไม่เสียสปีดมาก แต่การหายใจเหรอ หอบหนักสิจ๊ะ .. ตอนนี้ตัดใจไม่ดูนาฬิกา ไม่รู้หรอกว่าวิ่งอยู่ที่เพซเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าหัวใจเต้นอยู่ประมาณไหน คิดแต่เพียงคุมทรงไว้..

ฮั้วรับหนังยางเพื่อเช็คอิน .. ผ่านมาครึ่งทางละ ตรวจเช็คความรู้สึก เออ เหนื่อย .. เออ หัวใจยังโอเค .. เออ หายใจหอบแต่ดีขึ้นกว่าแรก ๆ .. เออ ขายังสบาย .. แต่ในใจจริง ๆ อยากหยุด อยากเดิน อยากผ่อน ทำไมตรูต้องมาเหนื่อยด้วย ดูสิ วิวสวยจะตาย อยากถ่ายรูปอะ (แต่ไม่ได้พกโทรศัพท์นิหล่อน!!)

เริ่มเปลี่ยนโฟกัสไปที่คนข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ชั้นขอล็อคเป้า.. พี่เจ๋งเริ่มเฟดตัวไปวิ่งด้านหลัง (มาบอกตอนหลังว่าเวลาแข่งจริง ยูต้องวิ่งคนเดียวอยู่ดี) ..เมื่อเข้ารอบขาตัวเอง ก็ค่อย ๆ วิ่งไปตามจังหวะ ถ้าเหนื่อยมากหรือรู้สึกว่าขาล้า ก็ใช้วิธีเอนตัวไปข้างหน้าอีกนิด ใช้แรงโน้มถ่วงช่วย

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พกเจลมาหนึ่งซอง เพราะกลัวว่าแรงจะไม่ถึง ขาจะไม่ไหว แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้กิน ไม่อยากเสียเวลากับโต๊ะน้ำนาน เผลอแพล๊บเดียว ก็เข้ากิโลที่เจ็ดแล้ว .. หัวเริ่มร้อนจัด โชคดีที่วันแข่งไม่มีแดด เลยไม่ต้องเสียเวลาราดน้ำที่หัว ขาเริ่มออกอาการล้า เริ่มจะรู้สึกถึงแลคติกก่อตัวที่ต้นขาทั้งสองข้าง “เหลืออีกสามกิโลกว่า ๆ ชั้นต้องไหวสิวะ” .. ว่าแต่ว่า สนามนี้ระยะเป๊ะหรือเปล่าเนี่ย ต้องเผื่อแรงไว้ไหม

โชคดีที่ช่วงหลัง ๆ เจอนักวิ่งระยะห้ากิโล เลยได้ใช้เป็นเกมส์ในการแซงและวิ่งซิกแซก ทำให้สนุกมากขึ้น แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นผู้หญิงในระยะเดียวกันข้างหน้า ค่อย ๆ เก็บไปทีละคนสองคน .. ในใจนึกถึงคำที่ผู้ใหญ่สอน “ทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด คุณเหนื่อย เค้าก็เหนื่อย แต่ใครจะหยุดก่อนเท่านั้นเอง”

กิโลที่แปด เริ่มจินตนาการใหม่ ชั้นกำลังวิ่งเข้าสู้เส้นชัย IRONMAN พยายามดึงความรู้สึกในวันนั้นขึ้นมา เฮ้ย ว่ายมาแล้ว ปั่นมาแล้ว 90 km ชั้นยังวิ่งได้ นี่แค่ไม่กี่กิโล ไหวสิวะ!

กิโลที่เก้า “เหนื่อยโว้ย .. shit.. อ๊ากกกก” เป็นการบ่นตลอดทางในช่วงกิโลสุดท้าย .. ถึงซะทีสิวะ!!!

เริ่มเข้าถนนด้านหน้าการท่า ..ดีใจนับระยะเพื่อเข้าเส้นชัย เพราะหมดแรงและไม่อยากวิ่งต่อแล้ว เห็นป้าย 100 เมตร ในใจคิด “ชั้นจะสปริ้นท์เข้า” ..ของจริง “ตรูขอวิ่งไปเรื่อย ๆ ก็พอ” .. เร่งสปีดได้นิดหน่อย วิ่งเข้าเส้นชัยมาแบบหมดพอดี ๆ กดหยุดนาฬิกา Save .. Done .. จบซะที!!

ผลวิ่งออกมาว่าได้ new personal record ของระยะ 10 km เป็นระยะที่ครั้งสุดท้ายที่ทำไว้ก็สมัยวิ่งกับครูดิน งาน marie claire ธันวา ปี 2013 ในสวนลุม วันนั้นระยะไม่เต็ม 10 km แต่ได้ 50 นาที ..วันนี้อากาศไม่เย็นเหมือนวันนั้น แต่ได้เวลาดีกว่า ที่ 49:29 นาที .. มาวิ่งแบบไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ได้ผลดีเกินคาด

capture

รู้ละว่าการใส่เต็มที่ตั้งแต่กิโลแรกมันเป็นแบบนี้นี่เอง .. ระหว่างแข่งก็สนุกดี ต้องเล่น mind game กับตัวเองตลอดเวลา ไม่งั้นคงจะถอดใจและหยุดไปตั้งแต่ครึ่งทางแล้ว .. ได้เรียนรู้ว่าควรวิ่งด้วยการดูความรู้สึกตัวเอง ทิ้งตัวเลขบนหน้าปัดทิ้งไปซะ ดูมากไปก็นอยด์เปล่า ๆ .. การคุมทรง คุมท่า คุมการวางเท้า คุมการแก่งแขวน คุมแม้กระทั่งระยะสายตา ทุกอย่างมีผลกับท่าวิ่งหมด เพียงแค่เอนตัวเพิ่มเล็กน้อย แกว่งแขนเพิ่มอีกนิด รอบขาก็เปลี่ยน .. ท้ายที่สุด ไม่ว่าอารมณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม โยนมันทิ้งก่อนออกตัว เวลาวิ่ง สติอยู่ที่การวิ่ง สมาธิอยู่ที่สิ่งที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

ขอบคุณโค้ชครูเท่งที่บังคับให้นักกีฬาดื้อ ๆ ออกไปวิ่ง .. แล้วเรามาดูกันว่าอีกสามเดือนข้างหน้า ผลแห่งการซ้อมจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ขอพักใจก่อนนะ

ขอบคุณพี่เจ๋งที่มาวิ่งเป็นเพื่อน ๆ ถ้าห้ากิโลแรกไม่มีพี่เจ๋ง ฮั้วว่าฮั้วคงวิ่งไม่ออกแน่ ๆ ^_^

ขอบคุณน้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ทีม 349 Running Club ที่พร้อมใจกันสมัครมาวิ่งเป็นเพื่อน .. และขอโทษที่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้วิ่งฟรุ้งฟริ้งด้วยกัน

About Hua Runner-Blogger (112 Articles)
นักวิ่ง นักไตร .. รักการเดินทางสายสุขภาพ เริ่มจากการวิ่ง พัฒนาไปไตรกีฬา ต่อไป ใครจะรู้

Leave a comment

Your email address will not be published.


*