Challenge Kanchanaburi 2017 (Olympic Distance)

วันแข่ง 22 ต.ค. 2560 

สนามชาเลนจ์กาญจนบุรีเป็นสนามที่ท้าทายที่สุดของประเทศไทย และสนามนี้ยังได้รับการโหวตเป็นสนามที่แบบระยะยาว (70.3) ที่ท้าทายที่สุดในเอเชียของปี 2016 จาก AsiaTri.com อีกด้วย

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่สนามนี้เปิดแข่งในไทย ตอนแรกฮั้วก็คิดจะลง แต่เมื่อได้มาทดลองเส้นทางตอนเดือนเม.ย.กับเพื่อน ๆ ก็เลยตัดสินใจว่าไม่พร้อมจะลง เนื่องจากทางเป็นเขาและทางลงก็ค่อนข้างอันตราย ฮั้วเกือบจะเกิดอุบัติเหตุตอนลงเขาเลยทำให้ฝังใจกับความกลัว

และแน่นอนปีนี้ฮั้วก็ยังไม่คิดจะลง แต่โชคชะตาก็เล่นตลก ที่ฮั้วได้รางวัลจาก True You ที่แจกสิทธิการสมัครแข่งงาน Challenge Thailand ระยะใดก็ได้ (ตอนที่กดเล่นยังคิดว่าถ้าได้จะลงจริงๆ เหรอ) แต่เมื่อได้มาแล้ว ก็ตัดสินใจสมัครแบบ Olympic Distance ละกัน .. เอาวะ ลองดู มีเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อฝึกเขา และมีเวลา 4 สัปดาห์เพื่อฝึกความคุ้นเคยกับเสือหมอบ Olmo

เมื่อรู้ว่าวันแข่งต้องเจอกับเนิน เนิน เนิน และ เนิน .. ฮั้วก็พาตัวเองไปฝึกกับเนินและเขา เรียกได้ว่าทุกสุดสัปดาห์ ฮั้วจะไปอยู่ตามต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเขาใหญ่ สัตหีบ พัทยา และแม้กระทั่งกาญจนบุรี เพื่อไปซ้อมการขึ้นลงและเลี้ยวโค้งของเส้นทาง

ที่ต้องซ้อมเยอะ ไม่ใช่เพราะอยากได้เวลาดีหรืออะไรนะคะ แต่รู้ตัวว่าทักษะการคอนโทรลจักรยานแย่มาก ๆ ยิ่งลงเขา ยิ่งเลี้ยวโค้งเยอะ ๆ บอกเลยว่าจะตัวเกร็งและกลัวจับใจ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ก็คือการทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่กลัว เหมือนกับสมัยตอนที่หัดว่ายน้ำใหม่ ๆ ก็ต้องลง open water เยอะ ๆ ความกลัวไม่หายไปไหน แต่เราจะรู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้เหมือนที่เราซ้อมมา

วันเสาร์ 21 ต.ค. 2560 

คณะเราเดินทางด้วยรถสปรินเตอร์พร้อมคนขับจาก True Leasing ซึ่งสามารถใส่จักรยานภายในตัวรถประมาณ 7 คัน พร้อมความจุ 13 ที่นั่ง ในรถมีเครื่องกาแฟ Nespresso และน้ำดื่ม, WIFI by True Move H, ทีวี by True Visions แถมมีที่ชาร์จโทรศัพท์อีกต่างหาก .. มาครบพร้อมจัดเต็มกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในเครือ

เราเดินทางตรงไปที่ตัวงานเลยเพราะวันนี้รถค่อนข้างติด เนื่องจากมีการปิดถนนหลายสาย พอไปถึงที่งาน ทางเจ้าหน้าที่ของ TrueYou ก็จัดเตรียมที่จอดรถให้ถึงสันเขื่อนเลยทีเดียว ยกจักรยานลง ก็ถึงจุด transition สะดวกสบายมาก ๆ .. ครั้งนี้เราไปถึงค่อนข้างเย็น เลยพลาดการทดลองลงว่ายน้ำที่เค้าเปิดให้ลงว่ายตอนบ่ายสอง

หลังจากตรวจเช็คจักรยานก็เอาสติ๊กเกอร์บิบมาติดแล้วเอาจักรยานไปฝากที่ transition พร้อมรีบไปฟังบรีฟ ซึ่งทาง Challenge เน้นย้ำว่าต้องฟัง เพราะมีข้อมูลหลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลง

ฟังบรีฟเสร็จก็รีบกินข้าวที่จัดโดยทางงาน แล้วก็รีบกลับที่พักเพื่อพักผ่อน ..

การแข่งครั้งนี้ ฮั้วนอนหลับสนิทมากเลยค่ะ ต่างจากทุกครั้งน่าจะเพราะเหนื่อยกับการเดินทาง และก็ไม่มีแผนการแข่งอะไรในใจ โค้ชก็น่าจะรู้เลยไม่ได้ให้แผนการแข่งมาเหมือนกัน การแข่งครั้งนี้ฮั้วตั้งใจมาสนุกอย่างเดียวเลย ขอเพียงแค่ขี่จักรยานปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุก็พอแล้ว

วันอาทิตย์ 22 ต.ค. 2560

รถเรามากันแต่เช้า เพราะ transition ปิดเวลา 5.30 น. นักกีฬาที่ลง 70.3 จะปล่อยตัวที่ 6.10 น. และนักกีฬาที่ลง OD จะปล่อยตัวที่ 6.40 น. ฮั้วเลยมีเวลาผ่อนคลายเยอะหน่อย

เนื่องจากปีที่แล้วมีการถกเถียงเรื่องการคัทออฟว่ายน้ำ เพราะถ้าคิดตาม gun time นั้น กว่านักกีฬาจะเดินลงบันได กระโดดว่าย ขึ้นจากโป๊ะ เลยทำให้คนที่ว่ายช้าเข้ามาไม่ทัน .. ปีนี้ ทางผู้จัดเลยเปลี่ยนเป็นการจับเวลาแบบชิปสตาร์ท ตัวสแกนจะอยู่ที่โป๊ะเลย ตัดปัญหาเรื่องคัทออฟไป .. ส่วนฮั้วก็เลยชิล ๆ ในเมื่อเป็นชิปสตาร์ทเราก็ไม่ต้องฝ่าฝูงชนไปอยู่หน้า ๆ

หลังจากระยะ 70.3 ปล่อยตัวไปแล้ว ฮั้วก็ยังเดินเอ้อระเหยอยู่ด้านหลัง ก็มีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการรอ แต่อยู่ ๆ โฆษกก็ประกาศว่าอีก 5 นาทีจะปล่อยตัวระยะ OD .. เฮ้ย เลื่อนเวลาเร็วขึ้น ฮั้วนี่รีบกินเจล รีบเดินไปเข้าแถวเลยเชียว

ว่ายน้ำ

พอถึงเวลา ก็ค่อย ๆ เดินลงบันไดไปที่โป๊ะ ความตื่นเต้นมีทุกครั้งอยู่แล้ว ตอนนี้เริ่มชิน ตื่นเต้นไป ไม่กลัว .. กระโดดต๋อมลงน้ำ ว่าย ๆ ๆ ติดขาคนตลอด คิดผิดที่ลงหลัง ๆ กว่าจะฝ่าฝูงชนออกมาหาพื้นที่ตัวเองได้ แทบแย่ ผิดจังหวะ ผิดการหายใจไปหมด

ฮั้วต้องว่ายฉีกซ้ายออกมาเพื่อจะได้ว่ายได้สบาย ๆ เริ่มว่ายเข้าจังหวะมากขึ้น แต่ต้องใช้กบมองทางบ่อย เพราะมองทุ่นสีแดงไม่ค่อยเห็น งานนี้ทุ่นน้อยมาก ๆ ยิ่งฮั้วฉีกออกซ้าย ฮั้วก็ไม่ค่อยเห็นทุ่นเล็ก ๆ ด้านขวามือ .. ถ้าว่ายผิดทาง ว่ายหลงจะยิ่งเสียเวลาไปใหญ่

ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ว่ายต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะช่วงหลัง ๆ ไม่ได้ซ้อมว่ายน้ำเลย สัปดาห์นึงได้ลงน้ำแค่ครั้งเดียว ครั้งนี้เรียกว่าว่ายเหนื่อย ว่ายลำบาก สมน้ำหน้าตัวเองตลอดเวลา แต่ก็กล้ำกลืนฝืนทนให้จบ ๆ ยิ่งหายใจไม่ทัน ยิ่งต้องหายใจออกให้ยาว ๆ ให้ไม่เหนื่อยมากนัก .. เลี้ยวโค้งทุ่นตอนกลับมาโป๊ะ ก็แอบดีใจหน่อย ๆ ว่ากำลังจะจบแล้ว

ขึ้นมาจากน้ำแบบไม่ให้เหนื่อยมาก รู้ตัวว่าเร่งไปก็เท่านั้น ยังเหลืออีกสองอย่างที่ต้องทำ ขึ้นจากน้ำมาแบบชิล ๆ ดีกว่า .. เวลาว่ายน้ำ 39 นาที 

ขึ้นจากน้ำ วิ่งขึ้นบันได .. เอาล่ะ ถึงคราวปั่นละ ตั้งสติให้ดี .. รีบใส่รองเท้าจักรยาน ใส่หมวก ใส่บิบ หยิบจักรยาน วิ่งออกจาก transition

ปั่น

ออกจากสันเขื่อนคือทางลง รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง พยายามตั้งสติให้มากที่สุด เพราะเราไม่ได้ปั่นคนเดียว ยิ่งต้องระวังให้มาก .. เมื่อลงมาถึงทางขึ้นเขาตับเต่า เตรียมเปลี่ยนเกียร์ ไต่ขึ้นยาว ๆ 4 km

อุปกรณ์ที่เลือกใช้สำหรับสนามที่เป็นเขาแบบนี้ คือ เสือหมอบ ล้ออลูฯ และเฟืองหลัง 11-32 .. เหตุผลคือ ไม่มีทางราบให้รถไตรได้แผลงฤทธิ์ .. ทางลงเขาที่ค่อนข้างอันตราย ใช้เบรกเยอะ ถ้าใช้ล้อคาร์บอน เบรกเยอะเกินมีสิทธิจะบวมได้ .. และการลงมาวิ่งต่อหลังปั่น

ช่วงไต่เขาตับเต่า ฮั้วใช้วิธีควงขาไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบอะไร เพราะเขาตับเต่าไม่ใช่เนินสุดท้ายที่เราต้องปีน เนินกลับเข้าสันเขื่อนต่างหากคือของจริง .. ระหว่างไต่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากค่ะ ไม่ต้องมองโค้ง ไม่ต้องนึกว่าจะพักขา เลือกเกียร์เบา ๆ แล้วควงไปเรื่อย ๆ รักษาหัวใจไม่ให้สูง แป๊บเดียวก็ถึงยอด

คราวนี้แหละ ถึงเวลาเปลี่ยนเกียร์หนักเพื่อลงเขา เป็นการลงที่เฟี้ยวฟ้าวมาก น่าจะเพราะมั่นใจในตัวจักรยานคันนี้ที่ค่อนข้างควบคุมการเลี้ยวง่าย แป๊บเดียวก็กลับตัวเพื่อไต่เนินกลับขึ้นเขาตับเต่าอีกครั้ง เนินฝั่งนี้แม้จะสั้นกว่าขามา แต่ก็กินแรงไม่แพ้กัน

เมื่อถึงยอดตับเต่า งานนี้แหละของจริงสำหรับฮั้ว .. ฮั้วกินเจลเตรียมพลัง หายใจเข้าออกเพื่อตั้งสติ เปลี่ยนเกียร์ จับแฮนด์ให้มั่น เตรียมพร้อม เอาล่ะ ลุย…

พยายามนึกถึงทุกคำสอนที่ได้รับมา อย่ามองที่โค้งให้มองทางออกโค้ง เลี้ยวข้างไหนยกขาข้างนั้น ไหล่อย่าเกร็ง อย่าเบรกแช่ กดตัวให้ต่ำ .. การลงเขาตับเต่าครั้งนี้ ฮั้วทำได้ดีเลยค่ะ รู้สึกเบรกอยู่ เข้าโค้งได้ดี .. พอไหลลงมาถึงตีนเขา (ก่อนกลับตัวอีกรอบ) ถึงกับตะโกนออกมาอย่างดีใจสุด ๆ “รอดแล้วโว้ย”

การไต่กลับขึ้นสันเขื่อนนี่ทำได้ไม่ค่อยดี เพราะดันไปกลัวว่าขาจะหมดแรงตอนวิ่งเลยไม่กล้ากด ทำได้แต่เพียงค่อย ๆ ควงขาไป พอใกล้ ๆ เข้า transition ก็เตรียมถอดรองเท้า หยุด แล้ววิ่งไปที่จุดของตัวเอง .. ถึงเวลาวิ่งซะที

เวลาปั่น 1 ชั่วโมง 43 นาที

วิ่ง

ฮั้วเสียเวลาใน transition ครั้งนี้นานไปหน่อย เพราะพอเข้ามาจักรยานคันที่จอดข้าง ๆ กินที่มาเยอะมาก เลยต้องเสียเวลาย้ายจักรยานเค้าออก ใส่ถุงเท้ารองเท้า หยิบเจล แล้วออกวิ่ง ..

เมื่อวิ่งออกจาก transition จะเป็นการวิ่งขึ้นเนินหนัก ๆ ที่แทบทุกคนจะต้องเดินขึ้น .. ฮั้วเหรอ วิ่งไปได้ครึ่งทาง ก็เดินขึ้นค่ะ ไม่ไหวจริง ๆ แต่พอถึงยอดเนิน ก็อัดลงค่ะ ไม่มีเบรก เพราะยิ่งเบรกจะยิ่งเจ็บเข่า ปล่อยตัวไหล ๆ ไปตามแรงโน้มถ่วงดีกว่า

กลับตัววิ่งก็เจอเนินขึ้นอีกครั้งแต่ด้านนี้ไม่ค่อยชันเหมือนอันแรก แต่เรียกว่าทางวิ่งที่นี่มีบริเวณที่เรียบน่าจะซัก 700 เมตร ช่วงสันเขื่อนเท่านั้น นอกนั้นเนินค่ะเนิน วิ่งแป๊บผ่านไปแล้วหนึ่งรอบ 5 กิโล.. เหลืออีกรอบเดียวเท่านั้น

ระหว่างทางที่วิ่งก็จะทักคนโน้นคนนี้ ให้กำลังใจกันไป .. งานชาเลนจ์ไม่ค่อยมีนักไตรหน้าใหม่มา งานนี้เลยเหมือนเลี้ยงรวมรุ่นนักไตรเลยค่ะ

การวิ่งรอบที่สองขาจะหนักกว่ารอบแรกนิดนึง แต่พยายามไม่เร่งหรือกดดันมาก คิดซะว่าวิ่งแตะมือคนโน้นทีคนนี้ที พอเอาใจออกจากความคิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว ก็ทำให้วิ่งได้เรื่อย ๆ และเวลาก็ไม่แตกต่างกับรอบแรกซะทีเดียว

ครั้งนี้ฮั้วยังคงกินน้ำทุกจุด แต่ฝึกตัวเองให้ไม่หยุดกินน้ำ ไม่หยุดเดิน เพราะรู้ว่าถ้าเดินเดี๋ยวจะเดินยาว เลยใช้โฉบหยิบแก้ว จิบเพียงเล็กน้อย ที่เหลือราดหัวเอา วันนี้โชคดีที่แดดไม่ร้อนช่วงแข่ง OD (แต่ระยะ 70.3 แดดอย่างเปรี้ยง) เลยทำให้ความร้อนของร่างกายไม่พุ่งเท่าไหร่นัก

ช่วงกิโลสุดท้ายเลยเร่งขึ้นนิดหน่อยเพื่อเข้าเส้น .. เวลาวิ่ง 54 นาที

ดีใจมาก .. ดีใจกับการเข้าเส้นสนามนี้แบบสุด ๆ มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก ลบความกลัวที่เคยมีออกไป ลบความคิดที่ว่าตัวเองจะทำไม่ได้ .. ความเหนื่อย ความล้า ในการฝึกตลอดสองเดือนก็สำเร็จ ฮั้วเข้าเส้นปลอดภัย และเป็นการแข่งที่สนุกสมกับที่ซ้อมมา

เมื่อผลเป็นทางการออกมา ก็ปรากฏว่าได้ที่ 1 ในรุ่นอายุ 35-39 ปี เวลารวม 3 ชั่วโมง 20 นาที ..จบสนามนี้แบบได้โบนัสกลับบ้าน

สรุปตัวงาน 

  • ในส่วนว่ายน้ำของสนามนี้เป็นการว่ายในบึง ซึ่งความหนืดของน้ำมีค่อนข้างมาก อาจจะรู้สึกตัวจม ๆ ว่ายยากนิดหน่อย แต่เคว้งคว้างมากนิด แต่มีเจ้าหน้าที่ประจำค่อนข้างเยอะ จึงไม่รู้สึกน่ากลัวเท่าไหร่
  • สนามนี้ปล่อยตัวแบบ chip start จึงทำให้การลงน้ำไม่ค่อยหนาแน่น ไม่อันตราย มีเว้นระยะให้ค่อย ๆ ลงบันได
  • ฮั้วชอบการว่ายแบบว่ายรอบเดียวจบแบบสนามนี้ ว่ายสบายกว่าบางสนามที่ต้องขึ้นฝั่งมากระโดดลงรอบสอง
  • ทางปั่นที่นี่ไม่เหมาะกับมือใหม่หัดปั่น เพราะทางลงค่อนข้างคดเคี้ยวและอันตราย ถ้าอยากจะลงต้องฝึกคอนโทรลจักรยานให้มั่นใจ และควรไปฝึกขึ้นเนินบ้าง .. การปั่นสนามนี้ไม่ปิดถนน 100% เพราะฉะนั้นต้องระวังให้มาก ทั้งรถและนักแข่งด้วยกัน
  • ช่วงวิ่งมีจุดให้น้ำเยอะมาก อันนี้ชอบจริง ๆ เพราะสนามนี้ขึ้นชื่อเรื่องความร้อน แถมยังมีแต่เนินโหด ๆ ให้วิ่งขึ้น แต่ผู้จัดก็เตรียมผลไม้ น้ำ โค้ก เจลให้เพียบพร้อม
  • อาหารหลังแข่งดีงามมาก มีเยอะมากจนเลือกกินไม่ถูกเลยเชียว

สนามนี้เหมาะกับคนที่ชอบความท้าทายสมชื่อ Challenge Thailand และไม่เหมาะกับมือใหม่หัดปั่น .. ถ้าอยากลงควรเตรียมตัวฝึกซ้อมมาให้พร้อม แต่ถ้าผ่านสนามนี้ได้ ก็ไม่มีสนามไหนในไทยที่น่ากลัวอีกต่อไป ^_^

About Hua Runner-Blogger (116 Articles)
นักวิ่ง นักไตร .. รักการเดินทางสายสุขภาพ เริ่มจากการวิ่ง พัฒนาไปไตรกีฬา ต่อไป ใครจะรู้

1 Trackbacks & Pingbacks

  1. Sattahip Triathlon 2017 (Duathlon) | Runner-Blogger

Leave a comment

Your email address will not be published.


*