ฉลองชีวิต พิชิตความกลัว ด้วยการเรียนดำน้ำ (ภาคแรก)

การดำน้ำ (Scuba Diving) ไม่เคยมีในสารานุกรมความคิดว่าจะเรียน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนรายล้อมรอบตัวเป็นนักดำน้ำกันหมด และทุกคนก็บอกว่ามันสวยอย่างนั้นดีอย่างนี้ ฮั้วก็ยังคิดแค่ว่าได้ลองก็ดี แต่ไม่จำเป็น .. เหตุเพราะ เป็นคนกลัวน้ำ กลัวทะเล และที่สำคัญที่สุดคือ กลัวปลา

จ๊ะ .. ปลานีโม่น่ารัก ปลาที่ทุกคนชอบไปให้ขนมปังเวลาไป Snorkel นั่นแหละ .. ฮั้วเคยไป snorkel ทีนึงแต่ก็หลับตาปี๋ กรี๊ดลั่นทะเล ไม่อยากมอง ไม่อยากเห็น มันน่าขนลุก ปลายั้วเยี้ยเต็มไปหมด ไหนจะหอยเม่นสีดำๆ น่ากลัวจะตาย ไม่เห็นจะสนุกเลย

แต่เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเรียนดำน้ำของฮั้วไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่อยากจะลงไปดูโลกใต้น้ำ .. ของฮั้วเหรอ อยากไปพิชิตความกลัวของตัวเอง

ช่วงปลายปี มีเพื่อนซื้อของขวัญคริสมาสต์ให้เป็นอุปกรณ์ดำน้ำ .. ชุด wet suit หน้ากาก และสนอร์เกิ้ล .. ก็เหมือนจะบังคับว่า “เธอไปเรียนได้แล้วนะ” .. เอาวะ อุปกรณ์มาละ ลองทำดูก็ได้ .. กลัวอะไร เราต้องก้าวเท้าเข้าไปเจอ ไม่งั้นก็จะกลัวตลอดไป

หลังจากโพสต์ถามเพื่อน ๆ ที่ดำน้ำ ก็มีหลากหลายที่ให้เลือกสรร .. แต่ก็ต้องตั้ง criteria ไว้ในหัวนิดหน่อย คือ

  • ต้องอยู่ในกรุงเทพ .. คือไม่สามารถลางานลาซ้อมไปเกาะเต่าได้หลาย ๆ วัน
  • ต้องมีคลาสที่เปิดอันใกล้นี้ .. เดือนมกราจะดีมาก เพราะไฟกำลังมา
  • ต้องใกล้บ้าน .. ขี้เกียจขับรถหลายชั่วโมง
  • ต้องมีครูที่เป็นที่ยอมรับและไว้ใจได้

สรุปเลือกได้เป็นที่ Sport Time Dive Center ซึ่งตั้งอยู่ที่สระว่ายน้ำภูติอนันต์ตรงบางนานี่เอง .. เฮ้ย ชั้นมาว่ายน้ำที่นี่ประจำ ทำไมไม่เคยเห็นเลย

 

โชคดีที่ทางโรงเรียนกำลังเปิดคลาสในเดือนมกราพอดี และเพื่อนๆ ดำน้ำ ก็บอกว่า ครูพลัง เป็นบรมครูของการดำน้ำ เรียนที่นี่ไม่มีผิดหวัง .. เอาวะ ลุย!!!!

สิ่งที่ต้องเตรียมมา

  • รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป
  • ใบรับรองแพทย์
  • ใบสมัครเรียนดำน้ำ (ไปเขียนที่โรงเรียน)
  • เงินค่าเรียน (5,900 บาท รวมค่าอุปกรณ์ระหว่างเรียน และ license + ค่าเรือ 3,400 บาท จ่ายวันออกเรือ)
  • สติ!!

คุณสมบัติทั่วไปของผู้ที่จะเรียนดำน้ำ

  • อายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี
  • มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ที่ขัดต่อการดำน้ำ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมากผิดปกติ โรคปอด หอบ หืด ฯลฯ
  • ว่ายน้ำพอได้
  • สายตาสั้นก็เรียนได้นะ อาจจะใช้คอนแทคเลนส์หรือเลือกใช้หน้ากากที่มีเลนส์สายตาติดมาด้วย

อะไรคือ NAUI

หลักสูตร NAUI (The National Association of Underwater Instructor) .. อ้าว งงอะดิ เคยได้ยินแต่ PADI .. แต่ NAUI เป็นหลักสูตรที่พัฒนามาจากการดำน้ำของทหาร เป็นหลักสูตรเก่าแก่ (เก่ามากกว่า PADI ด้วยซ้ำ) เป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาวิชาการและภาคปฏิบัติ จึงใช้เวลาเรียนนานกว่า PADI (ที่เน้นนันทนาการและใช้เวลาสั้นกว่า) .. แต่ไม่ว่าเรียนจบจากสถาบันไหน เราก็ดำน้ำได้เหมือนกัน

ลองอ่านบทความนี้เรื่องความแตกต่างของแต่ละสถาบัน “ความเหมือน-บนความแตกต่าง”-เลือกเรียนกับใครดี

หลักสูตร NAUI Scuba Diver Course

เป็นหลักสูตรเริ่มต้นของนักดำน้ำสำหรับผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ดำน้ำมาก่อน  (ซึ่งเปรียบเหมือนกับ PADI Open Water Diver Course) เราจะเรียนรู้ถึงอุปกรณ์ที่จะใช้ ความรู้เกี่ยวกับการดำน้ำและทะเล การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ใต้น้ำ อันตราย วิธีการป้องกันและแก้ไข สัตว์ใต้ทะเล .. ถ้าใครสอบผ่านก็จะได้ใบอนุญาตตลอดชีพ ซึ่งเราสามารถไปแสดงเพื่อดำน้ำได้ทั่วโลก (แต่ ณ ระดับความลึกไม่เกิน 18 เมตร นะ)

การเรียนหลักสูตร NAUI ของที่ Sport Time Dive Center นั้น ใช้เวลาเรียน 4 วันเต็ม (ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติในสระว่ายน้ำ) และออกทะเลเพื่อสอบอีก 2 วัน (จำนวน 4 ไดฟ์)

ตอนแรกที่เห็นจำนวนวันก็เริ่มเครียด เพราะเป็นการเรียนเต็มวันทั้งเสาร์และอาทิตย์ (9.00 – 16.00 น.) ถึงสองสัปดาห์ และไปออกสอบพัทยาอีกหนึ่งสัปดาห์ .. แล้วชั้นจะซ้อมไตรยังไงล่ะ แต่เอาวะ ลุยให้จบ เดี๋ยวต่อรองวันซ้อมกับโค้ชได้

Day 1

หลังจากจ่ายค่าเรียน ส่งเอกสาร เขียนใบสมัครเรียบร้อยแล้ว .. เราก็เจอครูพลังในห้องเรียนช่วงเช้า ซึ่งเป็นภาคทฤษฏี วันนี้เราเริ่มด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับน้ำและร่างกายมนุษย์ เรียนรู้เรื่องการปรับความกดดันของร่างกาย เรียนรู้อุปกรณ์เบื้องต้นของการดำน้ำ

รู้ไหมว่า …

  • ร่างกายของเราต้องรักษาความร้อนของร่างกายให้คงที่เสมอ เมื่อเราลงไปอยู่ในน้ำซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานเยอะขึ้นในการรักษาอุณหภูมิให้คงที่ คนที่ว่ายน้ำหรือดำน้ำจึงมักจะรู้สึกเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ออกแรงมาก
  • แสงอาทิตย์จะเกิดการหักเหและสะท้อนกลับเมื่อส่องไปที่น้ำ ทำให้สีที่ช่วงความถี่สั้น เช่น สีแดงจะหายไปก่อนสีอื่น ๆ เวลาเราถ่ายรูปใต้น้ำสีมันเลยเพี้ยนๆ
  • การหักเหของแสงทำให้หลอกตาอีกด้วย วัตถุหรือปลาที่เราเห็นจะดูเหมือนว่าอยู่ใกล้ขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย
  • เสียงเดินทางในน้ำได้ไกลกว่าและดังกว่าบนบก

ตอนบ่ายลงสระ .. โอ้ว วันนั้นเป็นช่วงอากาศเย็นพอดี น้ำในสระเย็นเฉียบ ลงไปหนาวสั่นแง๊ก ๆ เลยค่ะ .. ตอนบ่ายเราใช้ mask, snorkel และ fin ในการหัดหายใจ, หัดใช้ fin ในการตีขา, หัด skin dive, เรียนวิธีเอาน้ำออกจาก snorkel, หัดลงน้ำแบบนักดำน้ำ .. สำหรับฮั้วแอบยากเหมือนกัน เพราะตอนนี้ถนัดตีขาแบบนักว่ายน้ำซึ่งแตกต่างกับนักดำน้ำ การมองก็แตกต่างกัน การทรงตัวก็แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้ววันนี้ไม่ยาก

Day 2

วันที่สองเจอครูเล็กมาสอนภาคทฤษฏี เริ่มเข้าสู่เครื่องมือและอุปกรณ์แปลกประหลาดของโลกดำน้ำ เรียนรู้อันตรายของการดำน้ำถ้าเราทำผิดวิธี (แต่ละอย่างน่ากลัวมาก ๆ) เรียนรู้ปัจจัยที่มีผลต่อการจมการลอยในระหว่างดำน้ำ เรียนรู้ภาษามือเพื่อใช้สื่อสารใต้น้ำ

เมื่อภาคเช้าเรียนเรื่องอุปกรณ์ไปแล้ว .. ภาคบ่ายจึงได้ใช้อุปกรณ์นั้น ๆ ซึ่งสระที่นี่เหมาะสมมาก ถ้าใครเคยมาว่ายจะรู้ว่าสระที่ภูติอนันต์ลึกนะคะ ยืนไม่ถึงเลย ช่วงที่ลึกที่สุดคือ 3 เมตร .. เราเลยได้ดำน้ำและเรียนรู้การเคลียร์ความกดดันจริง ๆ

ครูพลังและครูพี่เลี้ยง (เยอะมาก) มาสอนอุปกรณ์แต่ละอันว่าใช้อย่างไร คืออะไร ประกอบเข้ากันเป็นชุดดำน้ำอย่างไร, การวางตำแหน่งและจดจำอุปกรณ์, การเคลียร์อากาศและหน้ากากใต้น้ำ, การหาอุปกรณ์ใต้น้ำ, การปรับการลอยตัว, การถอดและดูแลรักษาอุปกรณ์

ดูเหมือนจะยาก แต่คุณครูทุกท่านประกบนักเรียนแต่ละคน และให้ทำ ๆ ๆ ๆ จนเข้าใจและจำได้

ช่วงที่ฮั้วชอบที่สุดคือการว่ายวนไปทั่วสระ .. ก็นั่งนิ่ง ๆ มันหนาววววว ขอเค้าออกแรงบ้างเหอะ!

Day 3

ภาคทฤษฏีเจอครูเล็กอีกเช่นเคย มาสอนเรื่องน่าปวดหัวที่สุด คือปัญหาและอันตรายที่เกิดกับร่างกายระหว่างดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องก๊าซต่างๆ อุณหภูมิ ความลึก โรค และที่เครียดสุดคือการอ่านและคำนวณตารางการดำน้ำ .. ดูเหมือนดำน้ำจะน่ากลัว มีอันตรายเต็มไปหมด แต่นั่นแหละ เราถึงต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้กับร่างกายกับร่างกายของเรา

ภาคบ่าย .. ครูให้เราลองประกอบเครื่องมือเอง (แต่มีการทบทวนก่อนนะและก็เดินประกบ), การถอดและใส่ BCD ใต้น้ำ, การเคลียร์หน้ากากใต้น้ำ, การให้ความช่วยเหลือเพื่อนใต้น้ำ ..

ขั้นตอนดูละเอียดแต่มีเหตุผล ไม่ต้องจำแต่ต้องเข้าใจ และนี่คือสาเหตุที่ครูเน้นย้ำตั้งแต่วันแรกๆ ว่าเราควรทำความคุ้นเคยให้ได้ว่าอุปกรณ์แต่ละตัวอยู่ตรงไหนโดยไม่ต้องก้มดู และควรตรวจเช็คอุปกรณ์ว่ายังทำงานได้และอยู่ครบก่อนลงน้ำ

Day 4

ภาคเช้าเป็นเรื่องน่าสนุก ครูพลังมาสอนเรื่องน้ำ คลื่น กระแสน้ำ และทะเล .. ฮั้วฟังอย่างเพลิดเพลิน เพราะขั้นตอนเหมือนเล่นไตรกีฬา การว่ายทวนยังไง วางแผนยังไง โอ๊ย โดน!!! และตามมาด้วยสัตว์โลกใต้ทะเล ทั้งแบบน่ารักและเป็นอันตราย .. อืม อันนี้ไม่โดน ☹

ภาคบ่าย .. หลังจากทบทวนทุกอย่างที่เรียนมาตั้งแต่วันแรก เราก็ได้เรียนเรื่องใหม่ เรื่อง rescue หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นใต้น้ำ, การนำผู้ป่วยขึ้นเหนือน้ำ .. ทุกขั้นตอน ทุกอย่างที่เรียนกันมา ต้องทำให้ถูก ให้เป๊ะ ไม่งั้นครูไม่ให้ผ่าน บอกได้เลยว่าทั้ง 4 วันที่ผ่านมา เราได้ฝึกทำแต่ละอย่างมากกว่า 6 ครั้ง .. ทำไม่ได้จนทำได้นั่นแหละค่ะ ถึงจะได้ไปฝึกอย่างอื่น

สี่วันเต็ม ๆ กับภาคทฤษฏีและในสระว่ายน้ำ .. ฮั้วได้รู้จักโลกใหม่ โลกใต้น้ำ โลกที่ไร้แรงดึงดูด โลกที่ต้องเรียนรู้ร่างกายตัวเอง รู้จักควบคุมร่างกายและสติ ยิ่งเรานิ่งได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งสูญเสียพลังงานน้อย และใช้อากาศได้คุ้มค่า ..

สองสัปดาห์นี้ เหมือนเดินทางไปต่างถิ่น ไปต่างประเทศ ยิ่งเราไม่รู้ เราก็เปิดใจเรียนรู้ รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ .. ได้รู้ว่าปลาแต่ละตัว แต่ละชนิดมีนิสัยไม่เหมือนกัน โลกแห่งธรรมชาติ ที่มนุษย์เราลงไปแค่สังเกต ไม่จับ ไม่ทำลาย ..

สิ่งที่ชอบที่สุดคือ การได้ใช้ฟินได้เหมือนปลา ควบคุมตัวและทิศทางที่จะไปเหมือนใจคิด ชอบ buoyancy control ที่สุด ..

จบสี่วันฮั้วรู้สึกมั่นใจเลยค่ะ ว่าไปปฏิบัติที่ทะเลได้แน่ ๆ เพราะเราได้ฝึกทำขั้นตอนซ้ำๆ จนขึ้นใจ จะว่าครูโหดไหม ครูไม่โหดนะคะ แต่ครูจี้ไม่ปล่อยค่ะ ไม่ถูกเหรอ ทำใหม่สิจ๊ะ .. เพราะทุกอย่างที่ทำ ถ้าพลาด มีผลถึงชีวิตของเราเองนะคะ

เอ้า .. สัปดาห์หน้าจะไปสอบที่ทะเลแล้ว ตื่นเต้น ๆ

(แล้วจะมาเล่าต่อ)

About Hua Runner-Blogger (115 Articles)
นักวิ่ง นักไตร .. รักการเดินทางสายสุขภาพ เริ่มจากการวิ่ง พัฒนาไปไตรกีฬา ต่อไป ใครจะรู้

Leave a comment

Your email address will not be published.


*