About

จุดเริ่มต้นของชีวิตนักวิ่งของฮั้วนั้นเริ่มจากชีวิตการทำงานที่ขาดการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างแรง นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แถมกินตามใจปากตัวเอง จนไขมันสะสมกลายเป็นน้องอวบ (แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองอ้วนเลยนะ ให้ตายสิ!!)

ตอนเด็ก ๆ เป็นคนออกกำลังกายเป็นประจำ คือเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนมาตั้งแต่ป. 5 จนถึงม. 5 สมัยมหาลัยเล่นให้คณะบ้างเป็นครั้งคราว จบมาทำงานมีเงินเดือนก็เริ่มตามใจปาก ทำงานเหนื่อย ๆ ก็กินอะไรก็ได้ที่อยากกิน และเลิกออกกำลังกาย (ก็ชั้นเล่นกีฬามาเกือบสิบปี พอละ ขอใช้ชีวิตบ้างละกัน) ก็เลยเกิดอาการอ้วน สมัยนั้นยังวัยรุ่น เวลาลดอาหารก็ลงง่าย ๆ

สมัยยังเอ๊าะ

มาสมัยนึง มีฟิตเนสมาเปิดแถวบ้าน ก็เลยลองไปสมัครดู โอ๊ว ติดใจ คลาสอะไรเนี่ยมากมาย ไปฟิตเนสมันทุกวันเลย อยู่วันละ 2 ชั่วโมง แต่อนิจจาชีวิตผกผันจากสาวเมืองหลวงต้องย้ายบ้านมาเป็นสาวชานเมือง จากคนที่เคยออกกำลังกายเป็นประจำก็ไม่ได้ไปฟิตเนสเลย ยิ่งไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ยิ่งขี้เกียจขึ้นเรื่อย ๆ แต่การกินยังเท่าเดิม สภาพร่างกายที่เคยฟิตก็สลายกลายเป็นไขมัน น้ำหนักที่เคยอยู่ที่ 53 – 55 กิโลกรัม (ส่วนสูง 167 ซ.ม.) ก็เริ่มแตะเลขหก จนท้ายที่สุดเดือนพ.ค. 2555 น้ำหนักก็ทะยานไปแตะ 67 ก.ก. เรียกได้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในชีวิต

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

ตอนนั้นก็พอรู้ตัวนะว่าน้ำหนักขึ้นเยอะ ก็เลยยิ่งให้วิธีลดอาหาร ไม่กินข้าวเย็น พยายามกินน้อย กินน้ำเต้าหู้ กินสลัด กินหมูทอด (ไม่เอาข้าวเหนียว) .. เอ่อ มันจะผอมเหรอคะ คือคิดว่าการไม่กินข้าวเป็นจาน หรืออาหารเป็นมื้อใหญ่ แต่หันมากินสิ่งเล็กสิ่งน้อยแทน จะทำให้น้ำหนักลง

ป.ล. เมื่อสมัย 20 ต้น ๆ เคยพุ่งกระฉูดขึ้นไปแตะ 60 กิโลนิด ๆ แต่ตอนนั้นใช้วิธีกินสุกี้น้ำ และไม่กินแป้งมื้อเย็น มันก็ลดอะ .. แล้วทำไม ณ อายุ 34 ปี มันไม่ลดล่ะฮะ!!

ยิ่งอด ยิ่งลด ก็ยิ่งอยาก วันไหนตะบะแตก ก็เอาเว้ย ช่างมัน พรุ่งนี้เอาใหม่ แต่เธอยังไม่คิดออกกำลังกาย วนเวียนแบบนี้ ล้มเลิกแบบนี้ หลายครั้งมาก ..จนเกือบจะทำใจยอมรับอยู่แล้วเชียวว่าคงไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วล่ะ

จนวันนึงไปลองกางเกงในร้านแห่งนึง วัดสะโพกแล้วเกิน 40 นิ้ว หากางเกงในร้านใส่ไม่ได้ ไม่จริ๊ง.. ชั้นเคยใส่เสื้อไซส์ S นะยะ!! เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยเริ่มวันดีเดย์ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2555 เป็นต้นไป ชั้นจะสู้เพื่อเอาร่างกายเดิม ๆ กลับมา!!

จากวันนั้นถึงวันนี้ น้ำหนักลดลงมากว่า 10 กิโลกรัม แต่สิ่งที่ได้มันช่างคุ้มกับการเสียเหงื่อและการทุ่มเทยิ่งนัก ได้มีความสุขในการซื้อเสื้อผ้าไซส์เล็กลง ๆ ได้ขึ้นบันได BTS แบบไม่ต้องเหนื่อยหอบ จากที่เคยทำอะไรนิดหน่อยก็หายใจไม่ทันกลายเป็นวิ่งได้เป็นสิบ ๆ กิโล จากที่เคยกลัวการตรวจร่างกายเพราะไม่อยากรับรู้ว่าเรามีสุขภาพอย่างไร ผลก็ได้เป็นว่า “แข็งแรงดี” ทุกตัว

ชีวิตการออกกำลังกาย

ฮั้วค้นพบแล้วว่าทางเดินไปสู่สุขภาพที่แข็งแรงนั้นไม่ยาก เพียงแค่ใช้ความตั้งใจ  เราไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ไม่จำเป็นต้องนับแคลอรี่ เราแค่เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่านี้เอง

ช่วงแรก ๆ ฮั้วก็ยังไม่วิ่ง วิ่งไม่เห็นจะสนุกเลย แต่พอได้ลองเท่านั้นแหละ ติดใจ เพราะการวิ่งคือการท้าทายตัวเอง การวิ่งคือการเอาชนะตัวเราเอง!!

ยิ่งวิ่ง ก็ยิ่งผอมลง ยิ่งวิ่ง เซลลูไลท์ที่ต้นขาก็เริ่มหายไป (เคยคิดว่าไอ้ต้นขาตัน ๆ ที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก มันไม่มีทางจะลดได้) แต่ยิ่งวิ่ง ร่างกายก็ยิ่งกระชับ ยิ่งวิ่ง ก็ยิ่งสดชื่น ยิ่งวิ่ง ก็ยิ่งกินได้เยอะขึ้น (โดยที่ไม่อ้วนขึ้น)

จะหาทางลดความอ้วนด้วยวิธีการเพอร์เฟ็คขนาดนี้ได้ที่ไหนกัน แค่ใส่รองเท้าแล้วออกมา “วิ่ง” เท่านั้นเอง !!!

แล้วคุณพร้อมจะวิ่งไปด้วยกันหรือยัง? be active and enjoy eating ค่ะ 

 

Hua

www.facebook.com/RunnerBlogger